ข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ข วิชาการศึกษา 30 ข้อ พร้อมเฉลยและคำอธิบาย (เตรียมสอบ 15 พ.ย. 2569)

📅 อัปเดตล่าสุด 8 ตุลาคม 2569 — สพฐ. กำหนดสอบภาค ข ครูผู้ช่วย รอบทั่วไป วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2569 (หนังสือ ว16660 ลว. 17 ก.ย. 2569) เขตพื้นที่ต้องออกประกาศรับสมัครภายใน 12 ต.ค. 2569 ส่วนจำนวนข้อ เวลาสอบ และรายละเอียดหลักสูตรของแต่ละเขต ให้ตรวจในประกาศรับสมัคร

ข้อสอบครูผู้ช่วย ภาค ข ชุดนี้เป็นข้อสอบฝึกที่แต่งใหม่ตามหัวข้อในหลักสูตร ก.ค.ศ. ว14/2566 จำนวน 30 ข้อ เน้นส่วน “มาตรฐานความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน” ที่ผู้สอบมักเรียกว่าวิชาการศึกษา ครอบคลุมหลักสูตรแกนกลางฯ การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล จิตวิทยาการเรียนรู้และพัฒนาการ การบริหารจัดการชั้นเรียน วิจัยในชั้นเรียน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมาตรฐานการศึกษาที่ใช้ในการประกันคุณภาพ พร้อมจรรยาบรรณของวิชาชีพจากส่วนกฎหมาย ทุกข้อมีเฉลยและอธิบายว่าตัวเลือกอื่นผิดเพราะอะไร

ข้อสอบชุดนี้ไม่ใช่ข้อสอบจริงและไม่ได้เดาข้อสอบ ใช้สำหรับทบทวนแนวคิดหลักในรูปโจทย์สถานการณ์ แนะนำให้ทำทีละชุดแล้วค่อยเปิดเฉลย ส่วนหลักสูตรและคะแนนอย่างเป็นทางการ ให้ยึดประกาศรับสมัครของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ที่คุณสมัคร

📌 สรุปสั้น

  • ภาค ข ชื่อทางการคือ มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ สอบ อา. 15 พ.ย. 2569 (ภาค ก สอบ ส. 14 พ.ย. 2569)
  • หลักสูตรแนบท้าย ก.ค.ศ. ว14/2566 กำหนดภาค ข 200 คะแนน แบบปรนัย ได้แก่ ความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน 75 + วิชาเอก 100 + กฎหมายและแนวทางการปฏิรูปการศึกษา 25
  • ต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ทั้งภาค ก และภาค ข จึงมีสิทธิ์เข้ารับการประเมินภาค ค
  • ชุดนี้ 30 ข้อ: หลักสูตร 5 · การจัดการเรียนรู้ 4 · วัดผล 6 · จิตวิทยา 7 · ชั้นเรียน 2 · วิจัย 2 · เศรษฐกิจพอเพียงและประกันคุณภาพ 2 · จรรยาบรรณ 2
  • เอกสาร สพฐ. ยังเรียกหลักสูตรแกนกลางฯ 2551 ว่าหลักสูตรชาติที่ใช้อยู่ และจรรยาบรรณที่ใช้คือข้อบังคับคุรุสภา พ.ศ. 2556

📋 สารบัญ

  1. ภาค ข สอบอะไร คะแนนเท่าไร
  2. ชุดนี้ครอบคลุมหัวข้อไหน และวิธีใช้
  3. ชุดที่ 1 หลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตร (ข้อ 1–5)
  4. ชุดที่ 2 การจัดการเรียนรู้และรูปแบบการสอน (ข้อ 6–9)
  5. ชุดที่ 3 การวัดและประเมินผล (ข้อ 10–15)
  6. ชุดที่ 4 จิตวิทยาการเรียนรู้และพัฒนาการ (ข้อ 16–22)
  7. ชุดที่ 5 การบริหารจัดการชั้นเรียน (ข้อ 23–24)
  8. ชุดที่ 6 วิจัยในชั้นเรียน (ข้อ 25–26)
  9. ชุดที่ 7 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการประกันคุณภาพ (ข้อ 27–28)
  10. ชุดที่ 8 จรรยาบรรณของวิชาชีพ (ข้อ 29–30)
  11. ตารางเฉลยรวม 30 ข้อ
  12. 10 จุดที่สับสนง่าย
  13. วันสำคัญก่อนสอบภาค ข
  14. คำถามที่พบบ่อย

ภาค ข สอบอะไร คะแนนเท่าไร

หนังสือ สพฐ. ปี 2569 อ้างหลักเกณฑ์ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0206.6/ว 14 ลงวันที่ 1 พฤษภาคม 2566 และหนังสือที่เกี่ยวข้องอีก 3 ฉบับในปี 2567 หลักสูตรแนบท้าย ว14/2566 กำหนดให้ภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ มีคะแนนเต็ม 200 คะแนน สอบข้อเขียนแบบปรนัย แบ่งเป็น 3 ส่วน

ส่วนเนื้อหาคะแนน (ตาม ว14/2566)
1มาตรฐานความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน75
2มาตรฐานความรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอน (วิชาเอก)100
3ความรอบรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน และแนวทางการปฏิรูปการศึกษา25
รวมภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ200

ส่วนที่ 1 (75 คะแนน) มี 5 หัวข้อ

  • 1.1 การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลก สังคม และแนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
  • 1.2 จิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาการศึกษา และจิตวิทยาให้คำปรึกษาในการวิเคราะห์และพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ
  • 1.3 หลักสูตร ศาสตร์การสอน และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้
  • 1.4 การวัดประเมินผลการเรียนรู้และการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน
  • 1.5 การออกแบบและการดำเนินการเกี่ยวกับงานประกันคุณภาพการศึกษา

⚠️ จรรยาบรรณอยู่ส่วนไหน: หลักสูตร ว14/2566 ไม่ได้ระบุคำว่า “จรรยาบรรณ” ไว้โดยตรง แต่ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ออกโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 จึงน่าจะอยู่ในส่วนที่ 3 (25 คะแนน) หัวข้อ 3.1 (5) “กฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา” ซึ่งเป็น 1 ใน 8 หัวข้อกฎหมายที่หลักสูตรระบุไว้ ส่วนที่ 3 ยังมีหัวข้อ 3.2 แนวทางการปฏิรูปการศึกษา ได้แก่ ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แผนการศึกษาแห่งชาติ และนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ชุดนี้ใส่จรรยาบรรณไว้ 2 ข้อเพราะเป็นเรื่องที่ครูต้องใช้จริง

🔍 ทำไมต้องตรวจประกาศรับสมัครของเขต

  • ข้อ 9.4.4 ของ ว14/2566 กำหนดให้ประกาศรับสมัครระบุหลักสูตรการสอบแข่งขันภาค ก ภาค ข องค์ประกอบการประเมินภาค ค รวมทั้งเกณฑ์การตัดสินไว้ ประกาศของเขตจึงเป็นเอกสารที่ต้องยึด
  • ประกาศ อ.ก.ค.ศ. สพป.สระบุรี เขต 2 (30 เม.ย. 2567) ใช้โครงสร้างภาค ข ตาม ว14/2566 คือ วิชาเอก 100 + ความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน 75 + กฎหมายและแนวทางการปฏิรูปการศึกษา 25 = 200 คะแนน ส่วนปี 2569 เขตพื้นที่ต้องออกประกาศรับสมัครภายในวันจันทร์ที่ 12 ต.ค. 2569 (บางเขตอาจประกาศแล้ว) ให้ตรวจโครงสร้างคะแนนภาค ข ในประกาศรับสมัครของเขตที่คุณสมัคร
  • เกณฑ์ผ่าน (ว14/2566 ข้อ 5.1): ภาค ก และภาค ข แต่ละภาคต้องได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงมีสิทธิ์เข้ารับการประเมินภาค ค
  • สมัครได้เพียง 1 อ.ก.ค.ศ. และ 1 กลุ่มวิชา/ทาง/สาขาวิชาเอก หากสมัครเกินจะถูกตัดสิทธิ์ทั้งหมด (ว14/2566 ข้อ 7.1 และประกาศเขตปี 2567 ข้อ 4.2 เขียนไว้ตรงกัน)

ชุดนี้ครอบคลุมหัวข้อไหน และวิธีใช้

ตารางนี้แสดงว่าข้อสอบแต่ละชุดเชื่อมกับหัวข้อใดในหลักสูตร ว14/2566 ใช้วางแผนทบทวนส่วนที่ยังไม่แม่นได้

ชุดข้อเนื้อหาเชื่อมกับหลักสูตร ว14/2566
11–5หลักสูตรแกนกลางฯ 2551, สถานะหลักสูตร 2568, Tylerส่วนที่ 1 หัวข้อ 1.3
26–95E, Jigsaw, Backward Design, CPAส่วนที่ 1 หัวข้อ 1.3
310–15Bloom ฉบับปรับปรุง, ความตรง, ความเที่ยง, formative/summative, อิงกลุ่ม/อิงเกณฑ์ส่วนที่ 1 หัวข้อ 1.4
416–22Piaget, Vygotsky, Bruner, Skinner, Thorndike, Maslow, Eriksonส่วนที่ 1 หัวข้อ 1.2
523–24Kounin, การปั้นพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับหัวข้อ 1.2 และ 1.3
625–26วงจร PAOR, ลักษณะของวิจัยในชั้นเรียนส่วนที่ 1 หัวข้อ 1.4
727–28ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (3 ห่วง 2 เงื่อนไข), มาตรฐานการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2561)ส่วนที่ 1 หัวข้อ 1.1 และ 1.5
829–30ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556ส่วนที่ 3 หัวข้อ 3.1 (5) กฎหมายว่าด้วยสภาครูฯ (หลักสูตรไม่ได้เขียนคำว่าจรรยาบรรณไว้ตรง ๆ)

💡 วิธีใช้: ทำทีละชุดโดยยังไม่เปิดเฉลย จดคำตอบไว้ แล้วค่อยเปิดอ่านคำอธิบายทุกข้อ รวมถึงข้อที่ตอบถูก เพราะคำอธิบายบอกด้วยว่าตัวเลือกลวงผิดตรงไหน หัวข้อที่ชุดนี้ยังไม่ครอบคลุมหรือครอบคลุมเพียงบางส่วน ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงบริบทของโลกและสังคม (ส่วนหนึ่งของ 1.1), การออกแบบและดำเนินงานประกันคุณภาพในรายละเอียด (1.5 มีเพียง 1 ข้อ), จิตวิทยาให้คำปรึกษา, เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้, วิชาเอก และกฎหมายฉบับอื่นในส่วนที่ 3 ควรอ่านเพิ่มแยกต่างหาก

ชุดที่ 1 หลักสูตรและการพัฒนาหลักสูตร (ข้อ 1–5)

ทบทวนก่อนทำ: หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 เป็นหลักสูตรอิงมาตรฐาน มี 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ หลักการ 6 ข้อ จุดหมาย 5 ข้อ สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ เอกสารหลักสูตร พ.ศ. 2568 ของ สพฐ. ระบุว่าหลักสูตรชาติฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน คือหลักสูตรแกนกลางฯ 2551 มีมาตรฐานการเรียนรู้ 52 มาตรฐาน และตัวชี้วัดชั้นปี/ช่วงชั้น 2,056 ตัวชี้วัด (ตำราที่อ้างตัวเลขของฉบับประกาศใช้ครั้งแรกอาจต่างจากนี้ เพราะมีการปรับมาตรฐานบางกลุ่มสาระในปี 2560) และในปี 2566 กพฐ. จำแนกตัวชี้วัด 2,056 ตัวเป็นตัวชี้วัดระหว่างทาง 1,285 ตัว และตัวชี้วัดปลายทาง 771 ตัว (ข่าวสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดปัตตานี 8 ก.ค. 2566)

ข้อ 1. ครูกำลังเขียนแผนการจัดการเรียนรู้และต้องระบุ “สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน” ให้ตรงตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ข้อใดไม่ใช่ชื่อของสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ

ก. ความสามารถในการสื่อสาร

ข. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต

ค. ความสามารถในการทำงานเป็นทีม

ง. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ค. ความสามารถในการทำงานเป็นทีม — หลักสูตรแกนกลางฯ 2551 กำหนดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ คือ ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้ทักษะชีวิต และการใช้เทคโนโลยี การทำงานและการอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นส่วนหนึ่งของคำอธิบาย “ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต” แต่หลักสูตรไม่ได้ตั้ง “การทำงานเป็นทีม” เป็นชื่อสมรรถนะแยก จึงตอบ ค ส่วนตัวเลือก ก ข ง เป็นชื่อสมรรถนะที่อยู่ในรายการทั้งหมด

ข้อ 2. นักเรียน ป.6 คนหนึ่งวางแผนใช้เงินค่าขนมอย่างมีเหตุผล แบ่งเงินออมทุกวัน และใช้อุปกรณ์การเรียนอย่างคุ้มค่าไม่ฟุ่มเฟือย พฤติกรรมนี้สะท้อนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามหลักสูตรแกนกลางฯ 2551 ข้อใดชัดเจนที่สุด

ก. อยู่อย่างพอเพียง

ข. มุ่งมั่นในการทำงาน

ค. มีจิตสาธารณะ

ง. ใฝ่เรียนรู้

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ก. อยู่อย่างพอเพียง — คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 8 ประการ ได้แก่ รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ / ซื่อสัตย์สุจริต / มีวินัย / ใฝ่เรียนรู้ / อยู่อย่างพอเพียง / มุ่งมั่นในการทำงาน / รักความเป็นไทย / มีจิตสาธารณะ การใช้จ่ายอย่างมีเหตุผล รู้จักออม และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ตรงกับ “อยู่อย่างพอเพียง” ซึ่งสอดรับกับจุดหมายข้อ 1 ของหลักสูตรที่ให้ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตัวเลือก ข เน้นความตั้งใจทำงานให้สำเร็จ ค เน้นการช่วยเหลือส่วนรวม ส่วน ง เน้นความกระตือรือร้นในการเรียน

ข้อ 3. โรงเรียนจัดให้นักเรียน ม.2 ลงพื้นที่ทำความสะอาดลานวัดและปลูกต้นไม้ในชุมชนใกล้โรงเรียน โดยประเมินผลเป็น “ผ่าน/ไม่ผ่าน” ตามโครงสร้างหลักสูตรแกนกลางฯ 2551 กิจกรรมนี้จัดอยู่ในส่วนใด

ก. กิจกรรมแนะแนว

ข. กิจกรรมนักเรียน ประเภทชุมนุม/ชมรม

ค. รายวิชาเพิ่มเติมในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษาฯ

ง. กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ง. กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ — กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางฯ 2551 มี 3 ลักษณะ คือ (1) กิจกรรมแนะแนว (2) กิจกรรมนักเรียน ได้แก่ ลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์ นักศึกษาวิชาทหาร และชุมนุม/ชมรม (3) กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์ การทำประโยชน์ให้ชุมชนจึงเป็นลักษณะที่ 3 และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนประเมินผลเป็นผ่าน/ไม่ผ่าน ตัวเลือก ค ผิด เพราะระดับมัธยมศึกษาตัดสินผลการเรียนรายวิชาเป็น 8 ระดับ ไม่ใช่ผ่าน/ไม่ผ่าน

ข้อ 4. ณ ปีการศึกษา 2569 ข้อใดสอดคล้องกับเอกสารของ สพฐ. เกี่ยวกับสถานะหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานมากที่สุด

ก. หลักสูตรฐานสมรรถนะ พ.ศ. 2568 ประกาศใช้แทนหลักสูตรแกนกลางฯ 2551 ในทุกโรงเรียนและทุกระดับชั้นแล้ว

ข. หลักสูตรแกนกลางฯ 2551 ยังเป็นหลักสูตรชาติ ส่วนหลักสูตรฐานสมรรถนะ พ.ศ. 2568 ใช้เฉพาะโรงเรียนที่พร้อมและสมัครใจ

ค. เนื้อหาวิทยาการคำนวณจัดอยู่ในกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ ไม่ได้อยู่ในกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

ง. ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 ปรับมาตรฐานและตัวชี้วัดครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ในคราวเดียว

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ข. — เอกสารหลักสูตรของ สพฐ. ปี 2568 เรียกหลักสูตรแกนกลางฯ 2551 ว่าเป็นหลักสูตรชาติฉบับที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ส่วนหลักสูตรฐานสมรรถนะ พ.ศ. 2568 ระดับปฐมวัยและประถมศึกษาตอนต้น (ป.1–3) ใช้กับโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 และตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2569 สพฐ. นำร่องใช้ (ร่าง) หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ป.4–6) พ.ศ. 2568 ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ จึงยังไม่ได้ใช้แทนหลักสูตร 2551 ทั่วประเทศ (ก ผิด) ตัวเลือก ค ผิด เพราะมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 (คำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ. 1239/2560 และ 30/2561) จัดสาระเทคโนโลยี ซึ่งมีทั้งการออกแบบและเทคโนโลยีและวิทยาการคำนวณ ไว้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และคำสั่งที่ สพฐ. 921/2561 ลงวันที่ 3 พ.ค. 2561 ยกเลิกมาตรฐานและตัวชี้วัดสาระที่ 2 การออกแบบและเทคโนโลยี และสาระที่ 3 เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ในกลุ่มการงานอาชีพและเทคโนโลยีเดิม พร้อมเปลี่ยนชื่อกลุ่มสาระ (ส่วนคำสั่งที่ สพฐ. 922/2561 ปรับโครงสร้างเวลาเรียน) ตัวเลือก ง ผิด เพราะคำสั่งที่ สพฐ. 1239/2560 ให้ใช้มาตรฐานฉบับปรับปรุงเฉพาะกลุ่มสาระคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และสาระภูมิศาสตร์

ข้อ 5. ครูออกแบบรายวิชาเพิ่มเติมโดยตอบคำถาม 4 ข้อตามลำดับ คือ ต้องการให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่งหมายใด จะจัดประสบการณ์การเรียนรู้อะไร จะจัดระบบประสบการณ์เหล่านั้นอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ และจะรู้ได้อย่างไรว่าบรรลุจุดมุ่งหมาย แนวคิดนี้เป็นของใคร

ก. Grant Wiggins และ Jay McTighe

ข. Ralph W. Tyler

ค. Jerome Bruner

ง. Benjamin Bloom

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ข. Ralph W. Tyler — คำถามพื้นฐาน 4 ข้อนี้คือ Tyler rationale จากหนังสือ Basic Principles of Curriculum and Instruction (1949) ได้แก่ จุดมุ่งหมาย ประสบการณ์การเรียนรู้ การจัดประสบการณ์ และการประเมินผล ตัวลวง ก คือผู้เสนอการออกแบบย้อนกลับ (Understanding by Design) ที่มี 3 ขั้น ค คือผู้เสนอหลักสูตรแบบเกลียวสว่านและการเรียนรู้แบบค้นพบ ส่วน ง เป็นที่รู้จักจากการจัดระดับจุดมุ่งหมายทางการศึกษา (Bloom’s Taxonomy) ไม่ใช่คำถาม 4 ข้อนี้

ชุดที่ 2 การจัดการเรียนรู้และรูปแบบการสอน (ข้อ 6–9)

ชุดนี้ให้ดูลำดับขั้นและลักษณะเด่นของรูปแบบการสอนแต่ละแบบ จุดที่มักพลาดคือการสลับลำดับขั้น

ข้อ 6. ครูวิทยาศาสตร์ ม.1 สอนเรื่องการละลาย โดย (1) ถามว่า “น้ำตาลหายไปไหนเมื่อใส่ในน้ำ” ให้เกิดข้อสงสัย (2) ให้นักเรียนทดลองละลายสารเอง (3) ร่วมกันอธิบายและสรุปแนวคิด (4) ให้นำความรู้ไปอธิบายการทำน้ำเชื่อมที่บ้าน (5) ตรวจสอบความเข้าใจ ข้อใดเรียงชื่อขั้นของรูปแบบ 5E ได้ตรงกับลำดับนี้

ก. Explore → Engage → Explain → Evaluate → Elaborate

ข. Engage → Explain → Explore → Elaborate → Evaluate

ค. Engage → Explore → Elaborate → Explain → Evaluate

ง. Engage → Explore → Explain → Elaborate → Evaluate

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ง. — รูปแบบ BSCS 5E เรียงเป็น Engage (สร้างความสนใจ) → Explore (สำรวจและค้นหา) → Explain (อธิบายและลงข้อสรุป) → Elaborate (ขยายความรู้) → Evaluate (ประเมิน) ตัวเลือก ข สลับ Explore กับ Explain ซึ่งผิดหลัก เพราะผู้เรียนต้องได้สำรวจเองก่อนสรุปแนวคิด ตัวเลือก ค สลับ Explain กับ Elaborate ส่วน ก เริ่มผิดตั้งแต่ขั้นแรก ในขั้น Evaluate การประเมินทำได้ทั้งแบบระหว่างเรียนและแบบสรุปผล

ข้อ 7. ครูแบ่งนักเรียนเป็น “กลุ่มบ้าน” กลุ่มละ 4 คน ให้แต่ละคนรับผิดชอบหัวข้อย่อยคนละเรื่อง แล้วไปศึกษาร่วมกับเพื่อนต่างกลุ่มที่ได้หัวข้อเดียวกัน ก่อนกลับมาสอนเพื่อนในกลุ่มบ้านของตน เทคนิคนี้คือข้อใด

ก. จิกซอว์ (Jigsaw)

ข. คิด-จับคู่-แลกเปลี่ยน (Think-Pair-Share)

ค. การเรียนรู้แบบโครงงาน (Project-based Learning)

ง. การสอนแบบบรรยายประกอบการสาธิต

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ก. จิกซอว์ (Jigsaw) — Jigsaw พัฒนาโดย Elliot Aronson และนักศึกษาของเขาในปี 1971 ที่เมืองออสติน รัฐเทกซัส จุดเด่นคือกลุ่มบ้าน (home group) ที่สมาชิกหลากหลาย และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ (expert group) ที่สมาชิกต่างกลุ่มซึ่งได้หัวข้อเดียวกันมาศึกษาร่วมกัน แล้วกลับไปสอนกลุ่มบ้าน ทุกคนจึงต้องพึ่งพากัน Think-Pair-Share คือการคิดคนเดียว จับคู่ แล้วแลกเปลี่ยนกับชั้นเรียน ไม่มีกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ส่วน ค และ ง ไม่มีโครงสร้างแบ่งหัวข้อย่อยแล้วสอนกันเองแบบนี้

ข้อ 8. ครูออกแบบหน่วยการเรียนรู้ตามแนวคิดการออกแบบย้อนกลับ (Backward Design) ของ Wiggins และ McTighe และกำหนดแล้วว่าต้องการให้ผู้เรียนเข้าใจอะไร (ขั้นที่ 1) ขั้นถัดไปที่ครูควรทำคือข้อใด

ก. วางแผนกิจกรรมการเรียนรู้และลำดับการสอนรายคาบ

ข. เลือกหนังสือเรียนและสื่อเพื่อสอนให้ครบทุกหัวข้อ

ค. กำหนดหลักฐานที่ยอมรับได้ว่าผู้เรียนบรรลุผลนั้น

ง. จัดกิจกรรมที่สนุกก่อน แล้วค่อยหาวิธีวัดผลตามกิจกรรม

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ค. — Understanding by Design มี 3 ขั้น คือ (1) กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ (2) กำหนดหลักฐานการประเมินที่ยอมรับได้ (3) วางแผนประสบการณ์การเรียนรู้และการสอน ครูจึงต้องคิดว่า “จะวัดอย่างไร” ก่อน “จะสอนอย่างไร” ตัวเลือก ก เป็นขั้นที่ 3 ส่วน ข และ ง คือ “twin sins” ที่แนวคิดนี้ต้องการหลีกเลี่ยง ได้แก่ การวางแผนโดยยึดการสอนให้ครบเนื้อหา (coverage-oriented) และการยึดกิจกรรมเป็นหลัก (activity-oriented)

ข้อ 9. ครูคณิตศาสตร์ ป.2 สอนการบวก โดยให้นักเรียนหยิบฝาขวดจริงมารวมกันก่อน จากนั้นวาดรูปวงกลมแทนฝาขวด และสุดท้ายเขียนประโยคสัญลักษณ์ 3 + 4 = 7 ลำดับการสอนนี้อิงแนวคิดใดโดยตรง

ก. ขั้นพัฒนาการทางสติปัญญา 4 ขั้นตามช่วงวัยของ Piaget

ข. วิธีการเรียนรู้ 3 แบบของ Bruner (Enactive–Iconic–Symbolic)

ค. กฎแห่งการฝึกหัด (Law of Exercise) ของ Thorndike

ง. ลำดับขั้นความต้องการของ Maslow

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ข. — Bruner อธิบายในหนังสือ Toward a Theory of Instruction (1966) ว่าผู้เรียนเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ผ่าน 3 แบบ คือ การกระทำ (enactive) ภาพ (iconic) และสัญลักษณ์ (symbolic) ซึ่งเป็นฐานของการสอนคณิตศาสตร์แบบรูปธรรม–รูปภาพ–นามธรรม (Concrete–Pictorial–Abstract: CPA) ตัวลวง ก เป็นขั้นพัฒนาการตามวัยของ Piaget ไม่ใช่ลำดับการนำเสนอเนื้อหาภายในบทเรียน ค เน้นการฝึกซ้ำให้ความเชื่อมโยงแข็งแรง ไม่ได้พูดถึงการเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอ ส่วน ง เป็นทฤษฎีแรงจูงใจ

ชุดที่ 3 การวัดและประเมินผล (ข้อ 10–15)

ทบทวนก่อนทำ: Bloom’s Taxonomy ฉบับปรับปรุง (Anderson & Krathwohl, 2001) เรียงจากต่ำไปสูงเป็น จำ → เข้าใจ → ประยุกต์ใช้ → วิเคราะห์ → ประเมินค่า → สร้างสรรค์ ความตรง (validity) คือความเหมาะสมของการแปลผลและการนำผลไปใช้ ส่วนความเที่ยง (reliability) คือความคงที่ของผลการวัด

ข้อ 10. ครูมอบหมายให้นักเรียน ม.3 ออกแบบแผนรณรงค์ลดขยะพลาสติกในโรงเรียนของตนเองขึ้นใหม่ พร้อมผลิตสื่อประชาสัมพันธ์ตามแผน ตาม Bloom’s Taxonomy ฉบับปรับปรุง งานนี้มุ่งพฤติกรรมระดับใดเป็นหลัก

ก. ประยุกต์ใช้ (Apply)

ข. วิเคราะห์ (Analyze)

ค. ประเมินค่า (Evaluate)

ง. สร้างสรรค์ (Create)

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ง. สร้างสรรค์ (Create) — ระดับสร้างสรรค์มีกระบวนการย่อย คือ generating (สร้างแนวคิดหรือสมมติฐาน) planning (วางแผน) และ producing (ผลิตงาน) ตรงกับการออกแบบแผนใหม่และผลิตสื่อ ประยุกต์ใช้คือการนำวิธีที่รู้แล้วไปทำตาม (executing, implementing) วิเคราะห์คือการแยกแยะ จัดระบบ และระบุเจตนา ส่วนประเมินค่าคือการตรวจสอบและวิพากษ์ตามเกณฑ์

ข้อ 11. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับ Bloom’s Taxonomy ฉบับปรับปรุง เมื่อเทียบกับฉบับปี 1956

ก. ใช้คำกริยาแทนคำนาม และสลับสองขั้นบนสุดให้ “สร้างสรรค์” อยู่สูงกว่า “ประเมินค่า”

ข. ขั้นสูงสุดยังเป็น “ประเมินค่า” เหมือนฉบับเดิม เพียงเปลี่ยนชื่อเรียกแต่ละขั้นเป็นคำกริยา

ค. ตัดขั้น “เข้าใจ” ออก ด้านพุทธิพิสัยจึงเหลือ 5 ขั้น

ง. เพิ่มมิติความรู้ (knowledge dimension) 3 ด้าน คือ ข้อเท็จจริง มโนทัศน์ และกระบวนการ

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ก. — ฉบับปรับปรุงใช้คำกริยา Remember, Understand, Apply, Analyze, Evaluate, Create แทนคำนามแบบเดิม (Knowledge, Comprehension, Application, Analysis, Synthesis, Evaluation) และสลับสองขั้นบนสุด ทำให้ Create อยู่สูงสุด ตัวเลือก ข และ ค จึงผิด ตัวเลือก ง ผิด เพราะมิติความรู้มี 4 ด้าน คือ ข้อเท็จจริง มโนทัศน์ กระบวนการ และอภิปัญญา (metacognitive)

ข้อ 12. ครูสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ ป.4 แต่ใช้ภาษาในโจทย์ยากเกินระดับชั้น ทำให้นักเรียนที่คิดคำนวณได้แต่อ่านไม่คล่องได้คะแนนต่ำ ปัญหานี้กระทบคุณภาพของแบบทดสอบด้านใดมากที่สุด

ก. ความเที่ยงแบบสอบซ้ำ (test-retest reliability)

ข. ความตรงเชิงพยากรณ์ (predictive validity)

ค. ความตรงเชิงโครงสร้าง (construct validity)

ง. ความเที่ยงระหว่างผู้ประเมิน (inter-rater reliability)

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ค. ความตรงเชิงโครงสร้าง — ความตรงเชิงโครงสร้างดูว่าคะแนนสะท้อนคุณลักษณะที่ตั้งใจวัดจริงหรือไม่ เมื่อความสามารถในการอ่านเข้ามาปนกับความสามารถทางคณิตศาสตร์ การแปลผลว่า “นักเรียนแก้โจทย์ไม่ได้” จึงคลาดเคลื่อน ความตรงเป็นเรื่องของการแปลผลและการนำผลไปใช้ และมีระดับมากน้อย ตัวเลือก ก และ ง เป็นเรื่องความคงที่ของคะแนน แบบทดสอบนี้อาจให้คะแนนคงที่ได้ทั้งที่วัดผิดสิ่ง ส่วน ข ใช้คะแนนทำนายผลในอนาคต ซึ่งไม่ใช่ประเด็นของสถานการณ์นี้

ข้อ 13. ครูให้นักเรียนกลุ่มเดิมทำแบบทดสอบฉบับเดิมสองครั้งห่างกัน 2 สัปดาห์ แล้วหาความสัมพันธ์ของคะแนนทั้งสองครั้ง ครูกำลังตรวจสอบคุณภาพด้านใด

ก. ความตรงเชิงเนื้อหา

ข. ความเที่ยงแบบสอบซ้ำ

ค. ความเที่ยงแบบความสอดคล้องภายใน (Cronbach’s alpha)

ง. ความตรงเชิงพยากรณ์

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ข. ความเที่ยงแบบสอบซ้ำ — ความเที่ยงแบ่งได้ 4 แบบ คือ ระหว่างผู้ประเมิน สอบซ้ำ ฉบับคู่ขนาน และความสอดคล้องภายใน การให้ทำฉบับเดิมซ้ำแล้วหาความสัมพันธ์ของคะแนนคือแบบสอบซ้ำ ตัวเลือก ค ใช้การสอบครั้งเดียวแล้วดูความสอดคล้องของข้อสอบทุกข้อภายในฉบับ (เช่น สัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค หรือ KR-20) ตัวเลือก ก ตรวจด้วยตารางวิเคราะห์หลักสูตร (table of specifications) ร่วมกับการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ (เช่น ดัชนี IOC) ตัวเลือก ง ใช้คะแนนทำนายผลในอนาคต ข้อควรจำ: ข้อสอบยิ่งมีหลายข้อ คำชี้แจงและเกณฑ์ให้คะแนนชัดเจน ความเที่ยงมักสูงขึ้น แต่ความเที่ยงสูงไม่ได้รับประกันว่าความตรงจะสูง

ข้อ 14. ระหว่างสอนหน่วยเศษส่วน ครูให้นักเรียนตอบคำถามสั้น 2 ข้อบนกระดาษก่อนออกจากห้อง (exit ticket) แล้วนำผลมาปรับวิธีสอนในคาบถัดไป โดยไม่นำคะแนนไปตัดสินเกรด การประเมินนี้เป็นแบบใด

ก. การประเมินระหว่างเรียน (formative assessment)

ข. การประเมินสรุปผล (summative assessment)

ค. การแปลผลแบบอิงกลุ่ม (norm-referenced)

ง. การประเมินระดับชาติ

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ก. การประเมินระหว่างเรียน — การประเมินระหว่างเรียนทำระหว่างการสอนเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน ส่วนการประเมินสรุปผลทำหลังจบการเรียนเพื่อตัดสินหรือรับรองผล (ข ผิด) ตัวเลือก ค เป็นวิธีแปลผลด้วยการเทียบกับคนอื่น ไม่ใช่จังหวะหรือจุดประสงค์ของการประเมิน ตัวเลือก ง ผิด เพราะหลักสูตรแกนกลางฯ 2551 แบ่งการประเมินเป็น 4 ระดับ คือ ชั้นเรียน สถานศึกษา เขตพื้นที่การศึกษา และชาติ กรณีนี้เป็นระดับชั้นเรียน

ข้อ 15. ครูแจ้งว่า “นักเรียนที่อ่านออกเสียงได้ถูกต้องอย่างน้อย 8 จาก 10 รายการถือว่าผ่าน ไม่ว่าเพื่อนในห้องจะทำได้เท่าใด” การแปลผลแบบนี้เรียกว่าอะไร

ก. การแปลผลแบบอิงกลุ่ม (norm-referenced)

ข. การจัดอันดับตำแหน่งเปอร์เซ็นไทล์ภายในห้อง

ค. การหาความเที่ยงแบบแบ่งครึ่งฉบับ

ง. การแปลผลแบบอิงเกณฑ์ (criterion-referenced)

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ง. การแปลผลแบบอิงเกณฑ์ — การแปลผลแบบอิงเกณฑ์บอกว่าผู้เรียนทำอะไรได้หรือไม่ได้เมื่อเทียบกับมาตรฐานหรือเกณฑ์ที่ตั้งไว้ ส่วนแบบอิงกลุ่มเปรียบเทียบผู้เรียนกับผู้เรียนคนอื่น ตัวเลือก ข ก็เป็นการเทียบตำแหน่งกับเพื่อน จึงเป็นแนวอิงกลุ่มเช่นกัน ส่วน ค เป็นวิธีตรวจคุณภาพของแบบทดสอบ ไม่ใช่การแปลผลคะแนนของผู้เรียน

ชุดที่ 4 จิตวิทยาการเรียนรู้และพัฒนาการ (ข้อ 16–22)

ชุดนี้มีนักจิตวิทยาคนละ 1 ข้อ รวม 7 คน ให้จำลักษณะเด่นของแต่ละทฤษฎีมากกว่าตัวเลขอายุ เพราะช่วงอายุของแต่ละขั้นต่างกันเล็กน้อยตามตำรา ถ้าอยากทบทวนเนื้อหาก่อนทำ อ่านสรุปได้ที่ เจาะลึก จิตวิทยาการศึกษา ครูผู้ช่วย 2569

ข้อ 16. ครูเทน้ำจากแก้วเตี้ยกว้างลงในแก้วสูงแคบต่อหน้าเด็ก เด็กคนหนึ่งยืนยันว่าแก้วสูงมีน้ำมากกว่า ตามทฤษฎีของ Piaget เด็กคนนี้น่าจะอยู่ในขั้นใด และยังขาดความสามารถใด

ก. ขั้นประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว / ยังไม่เข้าใจความคงอยู่ของวัตถุ

ข. ขั้นปฏิบัติการด้วยรูปธรรม / ยังคิดเชิงนามธรรมไม่ได้

ค. ขั้นก่อนปฏิบัติการ / ยังไม่เข้าใจการอนุรักษ์ปริมาณ

ง. ขั้นปฏิบัติการด้วยนามธรรม / ยังตั้งสมมติฐานไม่ได้

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ค. — Piaget แบ่งพัฒนาการทางสติปัญญาเป็น 4 ขั้น คือ ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหว ก่อนปฏิบัติการ ปฏิบัติการด้วยรูปธรรม และปฏิบัติการด้วยนามธรรม ความเข้าใจการอนุรักษ์ (conservation) คือเข้าใจว่าปริมาณน้ำไม่เปลี่ยนแม้ภาชนะเปลี่ยน เป็นลักษณะของขั้นปฏิบัติการด้วยรูปธรรม เด็กที่ยังตอบแบบนี้จึงอยู่ขั้นก่อนปฏิบัติการ ตัวเลือก ข ผิด เพราะเด็กขั้นรูปธรรมเข้าใจการอนุรักษ์แล้ว ตัวเลือก ก เป็นขั้นแรกที่ลักษณะเด่นคือการเรียนรู้ความคงอยู่ของวัตถุ (object permanence) ส่วน ง เป็นขั้นที่คิดเชิงนามธรรมและตั้งสมมติฐานได้แล้ว

ข้อ 17. นักเรียน ม.1 คนหนึ่งแก้สมการเชิงเส้นด้วยตนเองไม่ได้ แต่ทำได้เมื่อครูให้คำใบ้ทีละขั้นและถามนำ ช่วงระหว่าง “ทำได้เอง” กับ “ทำได้เมื่อมีผู้ช่วย” นี้ ตามแนวคิดของ Vygotsky เรียกว่าอะไร

ก. การดูดซึมเข้าสู่โครงสร้างทางปัญญาเดิม (assimilation)

ข. ขอบเขตพัฒนาการที่ใกล้เคียง (ZPD)

ค. การเรียนรู้แบบค้นพบด้วยตนเอง (discovery learning)

ง. การปรับขยายโครงสร้างทางปัญญา (accommodation)

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ข. ขอบเขตพัฒนาการที่ใกล้เคียง (ZPD) — Vygotsky อธิบายว่าผู้เรียนทำได้ดีขึ้นเมื่อได้รับความช่วยเหลือจากผู้ที่มีความสามารถมากกว่า ช่องว่างระหว่างสิ่งที่ทำได้เองกับสิ่งที่ทำได้เมื่อมีผู้ช่วยคือ Zone of Proximal Development (ZPD) และพัฒนาการเกิดในระดับสังคมก่อนแล้วจึงเกิดในตัวบุคคล ส่วนคำว่า “การเสริมต่อการเรียนรู้” (scaffolding) ตำรา Educational Psychology ของ Seifert & Sutton ยกให้ Bruner และระบุว่า Vygotsky เสนอแนวคิดคล้ายกันผ่าน ZPD ตัวเลือก ก และ ง เป็นกลไกการเรียนรู้ของ Piaget ส่วน ค เป็นแนวคิดของ Bruner

ข้อ 18. โรงเรียนจัดให้หัวข้อ “ระบบนิเวศ” กลับมาเรียนใน ป.2 ป.5 และ ม.2 โดยแต่ละครั้งเป็นแนวคิดเดิมแต่ลึกและซับซ้อนขึ้นตามวัย การจัดหลักสูตรแบบนี้ตรงกับแนวคิดใด

ก. หลักสูตรแบบเกลียวสว่าน (spiral curriculum) ของ Bruner

ข. กฎแห่งความพร้อม (Law of Readiness) ของ Thorndike

ค. การวางเงื่อนไขขั้นสูง (higher-order conditioning) ของ Pavlov

ง. ขั้นปฏิบัติการด้วยรูปธรรมของ Piaget

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ก. หลักสูตรแบบเกลียวสว่านของ Bruner — หลักสูตรแบบเกลียวสว่านกลับมาเรียนแนวคิดหลักซ้ำโดยเพิ่มความลึกทุกครั้ง Bruner ยังเสนอการเรียนรู้แบบค้นพบที่ให้ผู้เรียนค้นหาหลักการเองภายใต้การแนะนำของครู ตัวเลือก ข พูดถึงความพร้อมของผู้เรียนในการเชื่อมโยงสิ่งเร้ากับการตอบสนอง ไม่ใช่การจัดลำดับเนื้อหาข้ามชั้นปี ค คือการนำสิ่งเร้าที่วางเงื่อนไขแล้วไปจับคู่กับสิ่งเร้าใหม่ ส่วน ง เป็นขั้นพัฒนาการ ไม่ใช่หลักการจัดหลักสูตร

ข้อ 19. ครูประกาศว่า “ถ้าทุกคนส่งงานครบภายในวันพุธ ครูจะยกเลิกแบบฝึกหัดการบ้านวันศุกร์ที่ทุกคนไม่ชอบ” ผลคือนักเรียนส่งงานตรงเวลามากขึ้น ตามทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำของ Skinner วิธีนี้คืออะไร

ก. การลงโทษทางบวก

ข. การลงโทษทางลบ

ค. การเสริมแรงทางบวก

ง. การเสริมแรงทางลบ

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ง. การเสริมแรงทางลบ — ในทฤษฎีของ Skinner “บวก” คือการให้สิ่งเร้าเพิ่ม “ลบ” คือการนำสิ่งเร้าออก “การเสริมแรง” ทำให้พฤติกรรมเพิ่มขึ้น ส่วน “การลงโทษ” ทำให้พฤติกรรมลดลง การนำการบ้านที่ไม่ชอบออกเพื่อให้พฤติกรรมส่งงานเพิ่มขึ้นจึงเป็นการเสริมแรงทางลบ ซึ่งไม่ใช่การลงโทษ ตัวเลือก ค จะเป็นกรณีที่ครูให้สิ่งที่นักเรียนชอบเพิ่ม เช่น คำชมหรือสติกเกอร์ ส่วน ก และ ข มุ่งลดพฤติกรรม

ข้อ 20. นักเรียนเล่นเกมปริศนาบนแท็บเล็ต ลองผิดหลายวิธีจนพบวิธีที่ผ่านด่านและรู้สึกพอใจ ครั้งต่อมาจึงเลือกวิธีนั้นได้เร็วขึ้น คำอธิบายว่า “การตอบสนองที่ตามด้วยผลที่พึงพอใจจะเชื่อมโยงแน่นแฟ้นขึ้น” ตรงกับข้อใด

ก. การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของ Pavlov

ข. ความต้องการการยอมรับนับถือของ Maslow

ค. กฎแห่งผล (Law of Effect) ของ Thorndike

ง. ขอบเขตพัฒนาการที่ใกล้เคียงของ Vygotsky

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ค. กฎแห่งผลของ Thorndike — Thorndike มองการเรียนรู้เป็นการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนองผ่านการลองผิดลองถูก (ศึกษาจากแมวในกล่องปริศนา) มีกฎหลัก 3 ข้อ คือ กฎแห่งผล กฎแห่งความพร้อม และกฎแห่งการฝึกหัด ข้อความในโจทย์คือกฎแห่งผล ตัวเลือก ก ผิด เพราะการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกเป็นการจับคู่สิ่งเร้าสองอย่าง ไม่ได้อาศัยผลที่ตามมาหลังการกระทำ ข เป็นทฤษฎีแรงจูงใจ ส่วน ง เป็นเรื่องการเรียนรู้โดยมีผู้ช่วย

ข้อ 21. นักเรียนคนหนึ่งมาโรงเรียนโดยไม่ได้กินอาหารเช้าบ่อยครั้งและนั่งหลับในคาบเรียน ครูจึงประสานให้นักเรียนได้รับอาหารเช้าก่อน แล้วจึงค่อยเน้นกิจกรรมเสริมความภาคภูมิใจในตนเอง การตัดสินใจนี้สอดคล้องกับแนวคิดใดมากที่สุด

ก. ลำดับขั้นความต้องการของ Maslow

ข. กฎแห่งการฝึกหัดของ Thorndike

ค. ทฤษฎีพหุปัญญาของ Gardner

ง. ขั้นความไว้วางใจกับความไม่ไว้วางใจของ Erikson

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ก. ลำดับขั้นความต้องการของ Maslow — Maslow เรียงความต้องการจากล่างขึ้นบน คือ ความต้องการทางร่างกาย ความปลอดภัย ความรักและการเป็นส่วนหนึ่ง การยอมรับนับถือ และการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (self-actualization) ความต้องการขั้นล่างมาก่อน ความหิวเป็นความต้องการทางร่างกาย จึงต้องแก้ก่อนเรื่องความภาคภูมิใจซึ่งอยู่ขั้นการยอมรับนับถือ และความต้องการขั้นล่างกลับมาสำคัญได้อีกในทุกวัย ตัวเลือก ง เป็นขั้นพัฒนาการของวัยทารก ไม่ใช่ลำดับความต้องการ ส่วน ข และ ค ไม่เกี่ยวกับการจัดลำดับความต้องการ

ข้อ 22. ตามทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของ Erikson นักเรียนชั้นประถมศึกษาที่ทำงานสำเร็จและได้รับการยอมรับจะรู้สึกว่าตนมีความสามารถ แต่ถ้าล้มเหลวซ้ำ ๆ หรือถูกเปรียบเทียบบ่อยอาจรู้สึกว่าตนด้อยกว่าผู้อื่น ข้อนี้ตรงกับขั้นใด

ก. ความไว้วางใจ กับ ความไม่ไว้วางใจ

ข. ความเป็นตัวของตัวเอง กับ ความละอายและสงสัย

ค. ความเป็นเอกลักษณ์ กับ ความสับสนในบทบาท

ง. ความขยันหมั่นเพียร กับ ความรู้สึกด้อย

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ง. ความขยันหมั่นเพียร กับ ความรู้สึกด้อย — Erikson แบ่งพัฒนาการทางจิตสังคมเป็น 8 ขั้น วัยเรียนช่วงประถมคือขั้น industry vs inferiority ครูจึงควรให้นักเรียนได้สำเร็จในงานที่ท้าทายพอเหมาะ ตัวเลือก ค เป็นขั้นของวัยรุ่น (identity vs role confusion) ซึ่งมักถูกสลับกับขั้นวัยเรียน ส่วน ก และ ข เป็นขั้นของวัยทารกและวัยเตาะแตะ

ชุดที่ 5 การบริหารจัดการชั้นเรียน (ข้อ 23–24)

สองข้อนี้เป็นการนำแนวคิดไปใช้ในห้องเรียนจริง ข้อแรกเป็นแนวคิดของ Kounin ข้อที่สองเป็นการใช้การเสริมแรงเพื่อสร้างพฤติกรรมใหม่

ข้อ 23. ขณะครูตรวจงานและอธิบายให้นักเรียนกลุ่มหนึ่งที่โต๊ะหน้าห้อง ครูสังเกตเห็นนักเรียนสองคนหลังห้องเริ่มคุยเสียงดัง จึงส่งสายตาและเรียกชื่อเบา ๆ โดยไม่หยุดอธิบายกลุ่มตรงหน้า ข้อใดอธิบายพฤติกรรมของครูตามแนวคิดของ Kounin ได้ถูกต้อง

ก. การรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังห้องคือ withitness และการจัดการสองเรื่องได้พร้อมกันโดยไม่หยุดสอนคือ overlapping

ข. การรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังห้องคือ overlapping และการจัดการสองเรื่องได้พร้อมกันคือ withitness

ค. เป็นการลงโทษทางลบตามแนวคิดของ Skinner เพราะครูเรียกชื่อนักเรียนต่อหน้าเพื่อน

ง. เป็นการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกตามแนวคิดของ Pavlov

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ก. — Kounin (1970) ใช้คำว่า withitness หมายถึงการรู้ทั่วถึงกิจกรรมหลายอย่างในห้องพร้อมกัน เหมือนครูมีตาอยู่ด้านหลังศีรษะ ส่วน overlapping คือการตอบสนองต่อหลายเหตุการณ์ได้ในเวลาเดียวกัน ตัวเลือก ข สลับความหมาย ตัวเลือก ค ผิด เพราะการลงโทษทางลบคือการนำสิ่งที่ผู้เรียนพอใจออกเพื่อลดพฤติกรรม ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เกิดในสถานการณ์นี้ ส่วน ง เป็นการจับคู่สิ่งเร้า ไม่ใช่การจัดการพฤติกรรมเฉพาะหน้า

ข้อ 24. ครูต้องการให้นักเรียนที่ไม่เคยเขียนเรียงความเลยค่อย ๆ เขียนได้ยาวขึ้น จึงชมเมื่อเขียนได้ 1 ประโยค ต่อมาชมเมื่อเขียนได้ 1 ย่อหน้า แล้วจึงชมเมื่อเขียนครบทั้งเรื่อง วิธีนี้เรียกว่าอะไร

ก. การลบเลือน (extinction)

ข. การเสริมแรงทางลบ

ค. การปั้นพฤติกรรม (shaping)

ง. การลงโทษทางบวก

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ค. การปั้นพฤติกรรม (shaping) — การปั้นพฤติกรรมตามแนวคิดของ Skinner คือการเสริมแรงพฤติกรรมที่ใกล้เป้าหมายขึ้นทีละขั้น (successive approximations) คำชมเป็นตัวเสริมแรงทุติยภูมิ เช่นเดียวกับสติกเกอร์หรือเหรียญสะสมแต้ม ส่วนอาหารเป็นตัวเสริมแรงปฐมภูมิ ตัวเลือก ก คือการหยุดเสริมแรงจนพฤติกรรมลดลง ข คือการนำสิ่งไม่พึงพอใจออก ง คือการให้สิ่งไม่พึงพอใจเพื่อลดพฤติกรรม ความรู้เพิ่มเติม: ตารางการเสริมแรงแบบอัตราส่วนไม่คงที่ (variable ratio) ทำให้อัตราการตอบสนองสูงและต้านทานการลบเลือนได้ดีที่สุด

ชุดที่ 6 วิจัยในชั้นเรียน (ข้อ 25–26)

หัวข้อ 1.4 ของหลักสูตร ว14/2566 รวมการวิจัยเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียนไว้ด้วย วงจรที่ใช้อธิบายบ่อยคือ PAOR (วางแผน–ปฏิบัติ–สังเกต–สะท้อนผล) ซึ่งเอกสารแนะนำการวิจัยเชิงปฏิบัติการของ Bob Dick อ้างว่าเป็นแบบจำลองของ Kemmis & McTaggart (1988) จากหนังสือ The Action Research Planner

ข้อ 25. ครูพบว่านักเรียน ม.1 ห้องหนึ่งส่งการบ้านไม่ครบ จึงวางแผนใช้ตารางติดตามรายสัปดาห์ นำไปใช้ 3 สัปดาห์ บันทึกข้อมูลการส่งงานทุกวัน แล้วทบทวนว่าส่วนใดได้ผลหรือไม่ได้ผลเพื่อปรับแผนในรอบถัดไป ขั้นสุดท้ายนี้ตรงกับขั้นใดของวงจร PAOR

ก. Plan (วางแผน)

ข. Act (ปฏิบัติ)

ค. Observe (สังเกต)

ง. Reflect (สะท้อนผล)

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ง. Reflect (สะท้อนผล) — วงจรของ Kemmis & McTaggart คือ วางแผน → ปฏิบัติ → สังเกต → สะท้อนผล แล้ววางแผนรอบใหม่ การบันทึกข้อมูลการส่งงานคือขั้นสังเกต (ค) ส่วนการทบทวนผลเพื่อปรับแผนรอบถัดไปคือขั้นสะท้อนผล บทความ “การวิจัยเชิงปฏิบัติการในชั้นเรียน” ในวารสารสิรินธรปริทรรศน์ ปีที่ 20 ฉบับที่ 2 (2562) ระบุว่าขั้นสะท้อนผล (Reflect) เป็นขั้นที่ทำให้การวิจัยในชั้นเรียนต่างจากการวิจัยทั่วไป

ข้อ 26. ครูผู้ช่วยคนหนึ่งกำลังเริ่มทำวิจัยในชั้นเรียนเป็นครั้งแรก ข้อใดเป็นความเข้าใจที่ถูกต้อง

ก. ต้องสุ่มกลุ่มตัวอย่างจากประชากรขนาดใหญ่ เพื่อสรุปผลไปใช้กับโรงเรียนทั่วประเทศ

ข. ครูผู้สอนทำในห้องเรียนของตนเองควบคู่กับการสอน เพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนในห้องนั้น

ค. ต้องให้นักวิจัยภายนอกเป็นผู้ดำเนินการ ครูมีหน้าที่เพียงให้ข้อมูล

ง. ทำครั้งเดียวจบ เมื่อได้ผลแล้วไม่ต้องสะท้อนผลหรือวางแผนรอบใหม่

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ข. — การวิจัยในชั้นเรียนเป็นงานที่ครูประจำชั้นหรือครูผู้สอนทำในห้องเรียนของตนเองระหว่างการสอน มุ่งแก้ปัญหาและสร้างความรู้เฉพาะของห้องเรียนนั้น ไม่ได้มุ่งสรุปอ้างอิงไปยังประชากรกว้าง (ก ผิด) มักทำร่วมกับเพื่อนครู แต่ครูเป็นผู้ดำเนินการเอง (ค ผิด) ส่วน ง ผิด เพราะการวิจัยในชั้นเรียนเป็นวงจรต่อเนื่องที่มีขั้นสะท้อนผลและวางแผนรอบถัดไป

ชุดที่ 7 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการประกันคุณภาพ (ข้อ 27–28)

สองข้อนี้มาจากหัวข้อ 1.1 (แนวคิดของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง) และหัวข้อ 1.5 (งานประกันคุณภาพการศึกษา) ทบทวนก่อนทำ: ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมีคุณลักษณะ 3 ประการที่มักเรียกว่า “3 ห่วง” คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี โดยต้องอาศัย 2 เงื่อนไข คือ ความรู้ และคุณธรรม ส่วนประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง ให้ใช้มาตรฐานการศึกษา ระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน และระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานศูนย์การศึกษาพิเศษ (ประกาศ ณ วันที่ 6 สิงหาคม 2561 เผยแพร่ในราชกิจจานุเบกษาเมื่อ 24 กันยายน 2561) กำหนดให้แต่ละระดับมี 3 มาตรฐาน

ข้อ 27. นักเรียน ม.2 กลุ่มหนึ่งทำโครงงานปลูกผักขายในโรงเรียน เมื่อได้กำไรรอบแรก กลุ่มตัดสินใจกันเงินส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรองเผื่อผักเสียหายจากฝนตกหนักหรือโรคพืช ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การกันเงินสำรองนี้ตรงกับองค์ประกอบใดมากที่สุด

ก. ความพอประมาณในการใช้จ่าย

ข. เงื่อนไขคุณธรรมของสมาชิก

ค. ความมีเหตุผลในการวางแผน

ง. การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ง. การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี — ภูมิคุ้มกันคือการเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้น การกันเงินสำรองไว้รับความเสียหายที่อาจเกิดจึงเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน ตัวเลือก ก ความพอประมาณคือความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป โดยไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น ค ความมีเหตุผลคือการตัดสินใจโดยพิจารณาเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการวางแผนครั้งนี้ก็มีเหตุผล แต่ลักษณะเด่นของการกันเงินสำรองคือการเตรียมรับความเสี่ยง ส่วน ข ไม่ใช่ 1 ใน 3 ห่วง แต่เป็น 1 ใน 2 เงื่อนไข (ความรู้ และคุณธรรม) ที่ต้องใช้ประกอบการตัดสินใจและการกระทำ

ข้อ 28. ฝ่ายวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งกำลังจัดทำรายงานการประกันคุณภาพภายในประจำปี และต้องรายงานผลเรื่อง “ครูจัดกิจกรรมให้นักเรียนได้คิดและลงมือปฏิบัติจริง” ตามมาตรฐานการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ 6 สิงหาคม 2561 เรื่องนี้ควรรายงานไว้ในมาตรฐานใด

ก. คุณภาพของผู้เรียน

ข. กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ

ค. กระบวนการบริหารและการจัดการ

ง. ระบบประกันคุณภาพภายในและการรายงานประจำปีของสถานศึกษา

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ข. กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ — มาตรฐานการศึกษา ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามประกาศฉบับนี้มี 3 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียน มาตรฐานที่ 2 กระบวนการบริหารและการจัดการ และมาตรฐานที่ 3 กระบวนการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สิ่งที่ครูทำในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จึงอยู่ในมาตรฐานที่ 3 ตัวเลือก ก เป็นผลที่เกิดกับผู้เรียน ไม่ใช่กระบวนการสอนของครู ค เป็นเรื่องการบริหารของสถานศึกษา ส่วน ง ไม่ได้เป็นมาตรฐานในประกาศนี้ ข้อควรจำ: ระดับปฐมวัยใช้คำว่า “คุณภาพของเด็ก” และ “การจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นสำคัญ” ประกาศฉบับนี้ยกเลิกมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐานฉบับลงวันที่ 11 ตุลาคม 2559 และการให้สถานศึกษาจัดระบบประกันคุณภาพภายในพร้อมรายงานประจำปีมีฐานจาก พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 48

ชุดที่ 8 จรรยาบรรณของวิชาชีพ (ข้อ 29–30)

จรรยาบรรณที่ใช้อยู่คือ ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556 ประกาศ ณ วันที่ 19 กันยายน 2556 และใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา (เล่ม 130 ตอนพิเศษ 130 ง วันที่ 4 ตุลาคม 2556) ข้อ 3 ยกเลิกข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพและจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2548 ข้อบังคับนี้มี 5 หมวด 9 ข้อ (ข้อ 7–15) และข้อ 6 กำหนดให้ปฏิบัติตามทั้งจรรยาบรรณและแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณ หลักสูตรภาค ข ไม่ได้เขียนคำว่าจรรยาบรรณไว้ตรง ๆ แต่เรื่องนี้น่าจะอยู่ในส่วนที่ 3 (กฎหมาย 25 คะแนน) หัวข้อกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา

หมวดจรรยาบรรณต่อข้อถ้อยคำ
1ตนเองข้อ 7 (1 ข้อ)ต้อง
2วิชาชีพข้อ 8 (1 ข้อ)ต้อง
3ผู้รับบริการข้อ 9–13 (5 ข้อ)ต้อง
4ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพข้อ 14 (1 ข้อ)พึง
5สังคมข้อ 15 (1 ข้อ)พึง

ข้อ 29. ครูคนหนึ่งเรียกรับเงินจากผู้ปกครองเพื่อแลกกับการเพิ่มคะแนนเก็บให้นักเรียน พฤติกรรมนี้ขัดกับจรรยาบรรณหมวดใดโดยตรง ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556

ก. หมวด 1 จรรยาบรรณต่อตนเอง

ข. หมวด 4 จรรยาบรรณต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ

ค. หมวด 3 จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ

ง. หมวด 5 จรรยาบรรณต่อสังคม

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ค. หมวด 3 จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ — ข้อ 13 ในหมวด 3 กำหนดว่าผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา “ต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ” และข้อ 9 กำหนดให้ช่วยเหลือ ส่งเสริม และให้กำลังใจแก่ศิษย์และผู้รับบริการโดยเสมอหน้า ข้อ 13 ระบุการเรียกรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งต่อผู้รับบริการไว้ตรงตัว จึงเป็นหมวดที่ขัด “โดยตรง” มากกว่าหมวด 5 ซึ่งเป็นหลักทั่วไปต่อสังคม หมวด 1 ว่าด้วยวินัยในตนเองและการพัฒนาตนเอง หมวด 4 ว่าด้วยการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างเพื่อนร่วมวิชาชีพ ส่วนหมวด 5 (ข้อ 15) ว่าด้วยการเป็นผู้นำในการอนุรักษ์และพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา สิ่งแวดล้อม รักษาผลประโยชน์ของส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อ 30. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556

ก. มี 5 หมวด 9 ข้อ และหมวดต่อผู้รับบริการมีจำนวนข้อมากที่สุด คือ 5 ข้อ

ข. ถูกยกเลิกและแทนที่ทั้งฉบับโดยข้อบังคับคุรุสภาที่ออกในปี พ.ศ. 2568 แล้ว

ค. หมวดจรรยาบรรณต่อสังคมใช้ถ้อยคำว่า “ต้อง” เช่นเดียวกับหมวดจรรยาบรรณต่อตนเอง

ง. แบ่งเป็น 4 หมวด คือ ต่อตนเอง ต่อวิชาชีพ ต่อผู้รับบริการ และต่อสังคม รวม 9 ข้อ

📍 เฉลย + คำอธิบาย

ตอบ ก. — ข้อบังคับฉบับ 2556 มี 5 หมวด 9 ข้อ คือ ต่อตนเอง 1 ข้อ ต่อวิชาชีพ 1 ข้อ ต่อผู้รับบริการ 5 ข้อ ต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ 1 ข้อ และต่อสังคม 1 ข้อ ตัวเลือก ข ผิด เพราะข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา 30 ก.ค. 2568) ยกเลิกเฉพาะข้อบังคับเรื่องวิธีพิจารณาฉบับเดิม (2553, 2559, 2563) ไม่ได้แทนตัวจรรยาบรรณ ตัวเลือก ค ผิด เพราะหมวด 1–3 ใช้คำว่า “ต้อง” ส่วนหมวด 4–5 ใช้คำว่า “พึง” ตัวเลือก ง ผิด เพราะมี 5 หมวด โดยขาดหมวดต่อผู้ร่วมประกอบวิชาชีพไป

ตารางเฉลยรวม 30 ข้อ

ใช้ตรวจคำตอบหลังทำครบทุกข้อ ถ้าผิดข้อไหน ให้กลับไปอ่านคำอธิบายของข้อนั้น โดยเฉพาะส่วนที่บอกว่าตัวเลือกลวงผิดเพราะอะไร

ข้อตอบข้อตอบข้อตอบ
1ค11ก21ก
2ก12ค22ง
3ง13ข23ก
4ข14ก24ค
5ข15ง25ง
6ง16ค26ข
7ก17ข27ง
8ค18ก28ข
9ข19ง29ค
10ง20ค30ก

10 จุดที่สับสนง่าย

ตัวลวงในชุดนี้หลายข้อมาจากความเข้าใจผิดด้านล่าง ถ้ายังแยกได้ไม่ชัด ให้ทบทวนก่อนวันสอบ

เข้าใจผิดที่ถูกต้อง
การเสริมแรงทางลบคือการลงโทษการเสริมแรงทางลบคือการนำสิ่งไม่พึงพอใจออกเพื่อเพิ่มพฤติกรรม
Bloom ฉบับปรับปรุงมี “ประเมินค่า” สูงสุดขั้นสูงสุดคือ “สร้างสรรค์” (ฉบับ 1956 จึงจะมีประเมินค่าอยู่สูงสุด)
ความเที่ยงสูงแปลว่าความตรงสูงแบบทดสอบให้ผลคงที่ได้ทั้งที่วัดผิดสิ่ง
ความตรงตามลักษณะภายนอก (face validity) คือความตรงเชิงเนื้อหาความตรงเชิงเนื้อหาตรวจด้วยตารางวิเคราะห์หลักสูตรร่วมกับการพิจารณาของผู้เชี่ยวชาญ (เช่น ดัชนี IOC) ไม่ใช่ดูจากหน้าตาของข้อสอบ
Formative คือการสอบเก็บคะแนนปลายภาคFormative ทำระหว่างเรียนเพื่อปรับการสอน ส่วนการตัดสินผลปลายภาคคือ summative
Enactive–Iconic–Symbolic ของ Bruner คือขั้นพัฒนาการของ Piagetเป็นวิธีที่ผู้เรียนเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ตามแนวคิดของ Bruner และเป็นฐานของ CPA
กฎแห่งผลเป็นของ Pavlovกฎแห่งผลเป็นของ Thorndike ส่วน Pavlov คือการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก
Erikson วัยประถมคือเอกลักษณ์ vs สับสนในบทบาทวัยประถมคือขยันหมั่นเพียร vs รู้สึกด้อย ส่วนวัยรุ่นคือเอกลักษณ์ vs สับสนในบทบาท
ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และภูมิคุ้มกัน คือ “เงื่อนไข” ของเศรษฐกิจพอเพียงทั้งสามคือคุณลักษณะ 3 ประการ (3 ห่วง) ส่วน 2 เงื่อนไขคือ ความรู้ และคุณธรรม
จรรยาบรรณฉบับใหม่คือปี 2568 และหลักสูตร 2568 ใช้แทน 2551 ทั่วประเทศแล้วข้อบังคับปี 2568 เป็นเรื่องวิธีพิจารณาความผิด ตัวจรรยาบรรณยังเป็นฉบับ 2556 และหลักสูตร 2568 ใช้ในโรงเรียนที่พร้อมและสมัครใจ (ป.4–6 นำร่องตั้งแต่ปีการศึกษา 2569)

วันสำคัญก่อนสอบภาค ข

วันที่ด้านล่างมาจากหนังสือ สพฐ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ 04009/ว16660 ลงวันที่ 17 กันยายน 2569 ตารางเต็มทุกขั้นตอน รวมการประเมินภาค ค และวันที่แก้ไขตามหนังสือ ว17026 ลงวันที่ 22 กันยายน 2569 พร้อมแผนอ่านรายสัปดาห์ ดูได้ที่ สอบครูผู้ช่วย สพฐ. รอบทั่วไป 2569 (กำหนดการ + แผนอ่าน 6 สัปดาห์)

วันที่ขั้นตอน
ภายใน จ. 12 ต.ค. 2569เขตพื้นที่ประกาศรับสมัคร (ตรวจหลักสูตรและคะแนนภาค ข ของเขตที่นี่)
จ. 19 – อา. 25 ต.ค. 2569รับสมัคร (ไม่เว้นวันหยุดราชการ)
ส. 14 / อา. 15 พ.ย. 2569สอบภาค ก (ส. 14) และภาค ข มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ (อา. 15)
ภายใน พ. 18 พ.ย. 2569ประกาศรายชื่อผู้ผ่านภาค ก และภาค ข ที่มีสิทธิ์เข้ารับการประเมินภาค ค

✅ อ่านต่อให้ครบภาค ข: ชุดนี้ครอบคลุมเฉพาะส่วนความรู้ทั่วไปบางหัวข้อและจรรยาบรรณ อย่าลืมว่าวิชาเอกมีน้ำหนักมากที่สุดในภาค ข ตามหลักสูตร ว14/2566 ดูภาพรวมทั้งภาค ก ข ค และกฎหมายที่ต้องอ่านได้ที่ สอบครูผู้ช่วย 2569: คู่มือเต็ม

คำถามที่พบบ่อย

ภาค ข ครูผู้ช่วย สพฐ. รอบทั่วไป 2569 สอบวันไหน?

วันอาทิตย์ที่ 15 พฤศจิกายน 2569 (ภาค ก สอบวันเสาร์ที่ 14 พ.ย.) ดูวันสำคัญอื่นในหัวข้อ วันสำคัญก่อนสอบภาค ข

ภาค ข มีกี่ข้อ สอบกี่ชั่วโมง?

หลักสูตรแนบท้าย ว14/2566 กำหนดคะแนนเต็มของแต่ละส่วนและให้สอบข้อเขียนแบบปรนัย แต่ไม่ได้ระบุจำนวนข้อ จำนวนข้อและเวลาสอบปี 2569 จึงต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการในประกาศรับสมัครของเขต ซึ่งต้องระบุหลักสูตรการสอบตามข้อ 9.4.4 ของ ว14/2566 ตัวอย่างปี 2567 (ประกาศ สพป.สระบุรี เขต 2): สอบวันอาทิตย์ที่ 9 มิ.ย. 2567 — วิชาเอก 09.00–11.30 น. (100 คะแนน), ความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน 13.00–14.30 น. (75 คะแนน), กฎหมายและแนวทางการปฏิรูปการศึกษา 15.30–16.00 น. (25 คะแนน) ส่วนปี 2569 ให้ตรวจในประกาศรับสมัครของเขตที่สมัคร

ต้องได้คะแนนเท่าไรจึงผ่าน?

ตาม ว14/2566 ข้อ 5.1–5.2 ต้องได้คะแนนภาค ก และภาค ข แต่ละภาคไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 จึงมีสิทธิ์เข้ารับการประเมินภาค ค และผู้สอบแข่งขันได้ต้องได้คะแนนแต่ละภาค (ก ข และ ค) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ถ้าคะแนนรวมเท่ากัน ผู้ได้คะแนนภาค ค มากกว่าอยู่ลำดับดีกว่า ถ้ายังเท่ากันให้ดูคะแนนภาค ข และถ้ายังเท่ากันอีก ผู้ได้รับเลขประจำตัวสอบก่อนอยู่ลำดับดีกว่า (ประกาศเขตปี 2567 ข้อ 12.2 เขียนไว้ตรงกัน ส่วนปี 2569 ตรวจในประกาศรับสมัคร)

ควรอ่านหลักสูตรแกนกลาง 2551 หรือหลักสูตรฐานสมรรถนะ 2568?

เอกสารของ สพฐ. ยังเรียกหลักสูตรแกนกลางฯ 2551 ว่าหลักสูตรชาติที่ใช้อยู่ จึงควรอ่านโครงสร้างหลักให้แม่น ได้แก่ วิสัยทัศน์ หลักการ 6 ข้อ จุดหมาย 5 ข้อ สมรรถนะ 5 ประการ คุณลักษณะ 8 ประการ กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และการวัดและประเมินผล พร้อมรู้สถานะของหลักสูตรฐานสมรรถนะ พ.ศ. 2568: ปฐมวัยและ ป.1–3 ใช้ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจตั้งแต่ปีการศึกษา 2568 และตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1/2569 สพฐ. นำร่องใช้ (ร่าง) หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนปลาย (ป.4–6) พ.ศ. 2568 ในโรงเรียนที่มีความพร้อมและสมัครใจ จึงยังไม่ได้ใช้แทนหลักสูตร 2551 ทั่วประเทศ ถ้าประกาศรับสมัครของเขตระบุหัวข้อเพิ่ม ให้ยึดตามประกาศ

จรรยาบรรณวิชาชีพครูฉบับที่ใช้อยู่คือฉบับไหน?

ฉบับที่ใช้คือข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556 (ราชกิจจานุเบกษา 4 ต.ค. 2556) มี 5 หมวด 9 ข้อ ส่วนข้อบังคับคุรุสภาปี 2568 ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ เป็นเรื่องขั้นตอนพิจารณาความผิด ไม่ได้แทนตัวจรรยาบรรณ หลักสูตรภาค ข ไม่ได้เขียนคำว่าจรรยาบรรณไว้ตรง ๆ แต่ข้อบังคับนี้ออกตาม พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 จึงน่าจะอยู่ในส่วนกฎหมาย (25 คะแนน) หัวข้อกฎหมายว่าด้วยสภาครูฯ

🎯 อยากฝึกต่ออีกชุด?

ทำข้อสอบเพิ่มได้ที่ Naewsob Quiz หรือติดตามเพจ Facebook “แจกแนวข้อสอบ”

แหล่งอ้างอิง: หนังสือ สพฐ. ว16660 ลว. 17 ก.ย. 2569 · หนังสือ สพฐ. ว17026 ลว. 22 ก.ย. 2569 · หนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ว14/2566 และหลักสูตรแนบท้าย (otepc.go.th) · ประกาศ อ.ก.ค.ศ. สพป.สระบุรี เขต 2 (30 เม.ย. 2567) · หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 (สพฐ.) · หลักสูตรการศึกษาประถมศึกษาตอนต้น (ป.1–3) พ.ศ. 2568 (สพฐ.) · (ร่าง) หลักสูตร ป.4–6 พ.ศ. 2568 (curriculum68.go.th) · มติชน 3 มี.ค. 2569: สพฐ. นำร่องหลักสูตร ป.4–6 ภาคเรียน 1/2569 · ศธจ.ปัตตานี: ตัวชี้วัดระหว่างทาง/ปลายทาง · สสวท.: คำสั่งที่ สพฐ. 921/2561 (ยกเลิกสาระเทคโนโลยีเดิม) และ 922/2561 (โครงสร้างเวลาเรียน) · สสวท.: สาระเทคโนโลยีในกลุ่มวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี · คำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สพฐ. 1239/2560 · กรมปศุสัตว์: หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง · กระทรวงศึกษาธิการ: ประกาศให้ใช้มาตรฐานการศึกษา (6 ส.ค. 2561) · ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2556 · ราชกิจจานุเบกษา: ข้อบังคับคุรุสภา พ.ศ. 2568 (วิธีพิจารณา)

แหล่งวิชาการด้านทฤษฎี: Seifert & Sutton, Educational Psychology · OpenStax Psychology 2e · UIC: Bloom’s Taxonomy · ASCD: UbD White Paper · jigsaw.org · พิศิษฐ ตัณฑวณิช และพนา จินดาศรี: ความหมายที่แท้จริงของค่า IOC · Bob Dick: Action research resources (Kemmis & McTaggart, 1988) · วารสารสิรินธรปริทรรศน์ (วิจัยในชั้นเรียน)

ข้อสอบในบทความนี้เป็นข้อสอบฝึกที่แต่งใหม่ตามหัวข้อในหลักสูตร ก.ค.ศ. ว14/2566 ไม่ใช่ข้อสอบจริงและไม่ได้มาจากหน่วยงานผู้จัดสอบ หลักสูตร คะแนน จำนวนข้อ และเวลาสอบอย่างเป็นทางการให้ยึดตามประกาศรับสมัครของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่ที่สมัคร · อัปเดตล่าสุด 8 ตุลาคม 2569