สวัสดีครับ ว่าที่ข้าราชการทุกท่าน! ในเส้นทางการเตรียมตัวสอบบรรจุเป็นข้าราชการ นอกจากความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง (ภาค ข) และความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) แล้ว ยังมีอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่เปรียบเสมือน “คัมภีร์” ของการเป็นข้าราชการที่ทุกคนต้องรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง นั่นก็คือ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้กำกับดูแลการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนทั้งหมด ตั้งแต่การเข้าสู่ตำแหน่ง การปฏิบัติตัว ไปจนถึงการออกจากราชการ
หลายคนอาจจะคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นเรื่องที่ต้องอ่านสำหรับสอบภาค ก เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเข้าใจใน พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสอบภาค ข ในหลายๆ ตำแหน่ง โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับงานบริหารทรัพยากรบุคคล งานนิติการ หรืองานที่ต้องอาศัยความเข้าใจในโครงสร้างและระเบียบวินัยของทางราชการ การรู้ลึก รู้จริงใน พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงไม่ใช่แค่การเตรียมตัวสอบ แต่คือการวางรากฐานสู่การเป็นข้าราชการที่ดีในอนาคต บทความนี้ naewsob.com จะพาทุกท่านไปเจาะลึกสรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้แบบครบทุกมิติ พร้อมชี้เป้าประเด็นที่มักออกสอบบ่อย เพื่อให้คุณพร้อมที่สุดในสนามสอบภาค ข ที่จะถึงนี้ครับ

สรุปภาพรวม พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน 2551
- เป็นกฎหมายหลักในการบริหารทรัพยากรบุคคลของข้าราชการพลเรือนสามัญ
- มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2551
- กำหนดให้มี คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล
- แบ่งข้าราชการพลเรือนออกเป็น 2 ประเภทหลัก: ข้าราชการพลเรือนสามัญ และข้าราชการพลเรือนในพระองค์
- จำแนกตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญออกเป็น 4 ประเภท: บริหาร, อำนวยการ, วิชาการ, และทั่วไป
- ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่การสรรหา, บรรจุแต่งตั้ง, วินัย, การออกจากราชการ, ไปจนถึงการอุทธรณ์ร้องทุกข์
- ผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นี้คือนายกรัฐมนตรี
1. พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน คืออะไร? ทำไมสำคัญต่อการสอบภาค ข
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 คือ กฎหมายแม่บทที่วางกรอบการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญในทุกกระทรวง ทบวง กรม โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การจัดระเบียบข้าราชการเป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า โดยให้ข้าราชการปฏิบัติราชการอย่างมีคุณภาพ คุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี พูดง่ายๆ ก็คือเป็นกฎกติกาที่ทุกคนที่ทำงานเป็นข้าราชการพลเรือนต้องปฏิบัติตามนั่นเอง
แล้วทำไมถึงสำคัญกับการสอบภาค ข?
แม้ว่าการทดสอบความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน จะเป็นส่วนหนึ่งของการสอบภาค ก. แต่ในการสอบภาค ข. สำหรับบางตำแหน่ง เช่น นักทรัพยากรบุคคล, นิติกร, หรือตำแหน่งในสายงานบริหารต่างๆ ข้อสอบมักจะไม่ได้ถามแค่ความจำในตัวบทกฎหมาย แต่จะเน้นการนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง เช่น
- ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล: อาจเจอคำถามเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย, ขั้นตอนการสรรหาและบรรจุ, การประเมินผลการปฏิบัติงาน, หรือการเลื่อนระดับตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนด
- ตำแหน่งนิติกร: อาจต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและหน้าที่ของข้าราชการ, การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ, หรือการร้องทุกข์
- ตำแหน่งสายบริหาร/อำนวยการ: ต้องมีความเข้าใจในโครงสร้างตำแหน่ง, อำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา, และการรักษาวินัยของผู้ใต้บังคับบัญชา
ดังนั้น การมีความรู้ความเข้าใจใน พ.ร.บ. ฉบับนี้อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์และตอบคำถามเชิงประยุกต์ในข้อสอบภาค ข ได้อย่างแม่นยำและมั่นใจมากขึ้น ซึ่งถือเป็นแต้มต่อที่สำคัญในการแข่งขันที่สูงในปัจจุบัน
2. โครงสร้างหลัก: คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และอำนาจหน้าที่
หัวใจสำคัญของการบริหารทรัพยากรบุคคลในระบบราชการพลเรือนคือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือที่เรียกโดยย่อว่า “ก.พ.” ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่มีหน้าที่กำกับดูแลให้การบริหารงานบุคคลเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน
องค์ประกอบของ ก.พ. (ตามมาตรา 6)
- ประธาน: นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย
- กรรมการโดยตำแหน่ง: ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
- กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ: จำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 7 คน ซึ่งมาจากการสรรหาและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีวาระคราวละ 3 ปี
- กรรมการและเลขานุการ: เลขาธิการ ก.พ.
อำนาจหน้าที่ที่สำคัญของ ก.พ.
- เสนอแนะนโยบายต่อ ครม.: ให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ
- กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐาน: ออกกฎ ก.พ. และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เช่น การสรรหา, การแต่งตั้ง, การเลื่อนเงินเดือน, การประเมินผล เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ
- ให้ความเห็นชอบกรอบอัตรากำลัง: พิจารณาและให้ความเห็นชอบกรอบอัตรากำลังของส่วนราชการต่างๆ
- ตีความและวินิจฉัยปัญหา: วินิจฉัยปัญหาที่เกิดจากการใช้บังคับ พ.ร.บ. นี้
- กำกับดูแลและตรวจสอบ: ติดตามและประเมินผลการบริหารทรัพยากรบุคคลของส่วนราชการต่างๆ เพื่อรักษาความเป็นธรรมและมาตรฐาน
- รับรองคุณวุฒิ: กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อรับรองคุณวุฒิของผู้ที่สมัครเข้ารับราชการ
นอกจาก ก.พ. แล้ว ยังมี สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของ ก.พ. และมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด
3. ประเภทและตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ (ออกสอบบ่อย!)
นี่คือหนึ่งในหมวดที่สำคัญที่สุดและออกสอบบ่อยมาก! พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน 2551 ได้ปรับเปลี่ยนระบบจำแนกตำแหน่งจากเดิมที่เป็นระบบ “ซี” (C1-C11) มาเป็นระบบจำแนกตามลักษณะงานและระดับความรับผิดชอบ โดยข้าราชการพลเรือนสามัญจะถูกแบ่งตำแหน่งออกเป็น 4 ประเภทหลักตามมาตรา 45 ดังนี้
| ประเภทตำแหน่ง | ลักษณะงานโดยสรุป | ระดับตำแหน่ง |
|---|---|---|
| 1. ประเภทบริหาร (Executive) | ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง, กรม เช่น ปลัดกระทรวง, อธิบดี | ระดับต้น, ระดับสูง |
| 2. ประเภทอำนวยการ (Managerial) | ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่ต่ำกว่าระดับกรม เช่น ผู้อำนวยการสำนัก/กอง, นายอำเภอ | ระดับต้น, ระดับสูง |
| 3. ประเภทวิชาการ (Knowledge Worker) | ตำแหน่งที่ต้องใช้วุฒิปริญญาในการปฏิบัติงาน เช่น นักวิเคราะห์นโยบายและแผน, นิติกร, นักทรัพยากรบุคคล | ปฏิบัติการ, ชำนาญการ, ชำนาญการพิเศษ, เชี่ยวชาญ, ทรงคุณวุฒิ |
| 4. ประเภททั่วไป (General) | ตำแหน่งที่ไม่ใช่ 3 ประเภทข้างต้น และใช้วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี เช่น เจ้าพนักงานธุรการ, นายช่างเทคนิค | ปฏิบัติงาน, ชำนาญงาน, อาวุโส, ทักษะพิเศษ |
- ประเภทวิชาการ: เริ่มต้นที่ระดับ “ปฏิบัติการ” และต้องใช้วุฒิปริญญาตรีขึ้นไป
- ประเภททั่วไป: เริ่มต้นที่ระดับ “ปฏิบัติงาน” และใช้วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี
- การเลื่อนระดับในแต่ละประเภทจะเป็นการไต่ระดับขึ้นไป เช่น จากปฏิบัติการไปสู่ชำนาญการ หรือจากปฏิบัติงานไปสู่ชำนาญงาน
- ข้อสอบมักจะให้ชื่อตำแหน่งมา แล้วถามว่าเป็นข้าราชการประเภทใด หรือระดับเริ่มต้นคือระดับใด
4. การสรรหา บรรจุ และแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ
กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญมีขั้นตอนที่ชัดเจนตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและคุณสมบัติเหมาะสม
คุณสมบัติทั่วไปของผู้เข้ารับราชการ (มาตรา 36)
- มีสัญชาติไทย
- มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี
- เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ
นอกจากนี้ ยังต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, เป็นบุคคลล้มละลาย, หรือเคยต้องโทษจำคุกในคดีอาญา (ยกเว้นความผิดลหุโทษหรือประมาท) เป็นต้น
ขั้นตอนการสรรหาและบรรจุ
- การสอบแข่งขัน: เป็นวิธีการหลักในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ ซึ่งก็คือการสอบ ภาค ก, ภาค ข, และ ภาค ค ที่เราคุ้นเคยกันดี
- การคัดเลือก: อาจใช้ในกรณีที่มีเหตุพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขัน เช่น การคัดเลือกผู้ได้รับทุนรัฐบาล หรือผู้มีประสบการณ์สูงในสาขาที่ขาดแคลน
- การขึ้นบัญชี: ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ โดยมีอายุบัญชีตามที่ ก.พ. หรือส่วนราชการกำหนด (โดยทั่วไปคือ 2 ปี)
- การบรรจุและแต่งตั้ง: เมื่อมีตำแหน่งว่าง ส่วนราชการจะเรียกตัวผู้ที่อยู่ในลำดับบัญชีมารายงานตัวและดำเนินการบรรจุแต่งตั้ง
- การทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ: ผู้ที่ได้รับการบรรจุครั้งแรก จะต้องผ่านการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นเวลา 6 เดือน (อาจขยายได้แต่รวมแล้วไม่เกิน 1 ปี) หากผลการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ ก็อาจถูกสั่งให้ออกจากราชการได้
5. การเพิ่มพูนประสิทธิภาพ การเลื่อนตำแหน่ง และการรักษาจรรยาบรรณ
เมื่อเข้ามาเป็นข้าราชการแล้ว เส้นทางความก้าวหน้าจะขึ้นอยู่กับผลการปฏิบัติงานและความสามารถเป็นสำคัญ
- การประเมินผลการปฏิบัติราชการ: ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาปีละ 2 ครั้ง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน, การแต่งตั้ง, และการพัฒนาบุคลากร
- การเลื่อนเงินเดือน: จะพิจารณาจากผลการประเมินผลการปฏิบัติราชการเป็นหลัก ใครทำงานดี มีผลงาน ก็จะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนในอัตราร้อยละที่สูงกว่า
- การเลื่อนระดับตำแหน่ง: การจะเลื่อนจากระดับปฏิบัติการไปสู่ชำนาญการ หรือจากชำนาญการไปสู่ชำนาญการพิเศษ จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งนั้นๆ เช่น ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง, ผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่ ก.พ. กำหนด, และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์
- การรักษาจรรยาบรรณ (มาตรา 78): ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องรักษาจรรยาบรรณเพื่อให้เป็นข้าราชการที่ดี มีเกียรติและศักดิ์ศรี โดยเน้นในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต, การยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง, การปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส, ไม่เลือกปฏิบัติ, และมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน การไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณแม้ไม่เป็นความผิดทางวินัย ก็อาจถูกผู้บังคับบัญชาตักเตือนหรือนำไปประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนได้
6. วินัยและการรักษาวินัย: หัวใจสำคัญที่ต้องจำให้แม่น
หมวดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมวดที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับการสอบและการเป็นข้าราชการ พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน ได้บัญญัติข้อปฏิบัติและข้อห้ามสำหรับข้าราชการไว้ในมาตรา 81-83 ซึ่งการไม่ปฏิบัติหรือฝ่าฝืนจะถือเป็นการกระทำผิดวินัย
ข้อปฏิบัติที่สำคัญ (มาตรา 82)
- ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม
- ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ
- ต้องอุทิศเวลาให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ไม่ได้
- ต้องรักษาความลับของทางราชการ
- ต้องสุภาพเรียบร้อย และช่วยเหลือผู้ร่วมงาน
- ต้องให้ความเป็นธรรมและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
ข้อห้ามที่สำคัญ (มาตรา 83)
- ห้ามรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา
- ห้ามปฏิบัติราชการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน (เว้นแต่ได้รับอนุญาต)
- ห้ามอาศัยตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์ให้ตนเองหรือผู้อื่น
- ห้ามประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
- ห้ามดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชน
ความผิดวินัยและโทษทางวินัย
การกระทำผิดวินัยแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ
1. ความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง
คือการไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติหรือฝ่าฝืนข้อห้ามที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง โทษมี 3 สถาน ได้แก่
- ภาคทัณฑ์: เป็นการแสดงความผิดให้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ไม่บันทึกใน ก.พ.7 (ทะเบียนประวัติ)
- ตัดเงินเดือน: ลดเงินเดือนตามอัตราที่กำหนด (เช่น 2% หรือ 4%) เป็นเวลา 1, 2 หรือ 3 เดือน
- ลดเงินเดือน: ลดขั้นเงินเดือนลง 1 ขั้น
2. ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (มาตรา 85)
คือการกระทำที่ส่งผลเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เช่น
- ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
- ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกิน 15 วันโดยไม่มีเหตุอันควร
- ประมาทเลินเล่อจนเกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
- คุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศ
- ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนอย่างร้ายแรง
- กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก (ยกเว้นลหุโทษหรือประมาท)
โทษสำหรับความผิดวินัยอย่างร้ายแรงมี 2 สถานเท่านั้น คือ
- ปลดออก: ให้พ้นจากราชการ แต่ยังมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าลาออก
- ไล่ออก: ให้พ้นจากราชการโดยไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ถือเป็นโทษสูงสุด
7. การออกจากราชการ มีกรณีใดบ้าง?
ข้าราชการพลเรือนสามัญจะออกจากราชการเมื่อมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งต่อไปนี้เกิดขึ้น (มาตรา 107):
- ตาย
- พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ: หรือที่เรียกว่า “เกษียณอายุราชการ” เมื่อสิ้นปีงบประมาณที่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์
- ลาออกจากราชการ: และได้รับอนุญาตให้ลาออก
- ถูกสั่งให้ออก: เช่น กรณีผลการประเมินทดลองงานไม่ผ่าน, มีคุณสมบัติไม่ตรงตามกำหนด, หรือหย่อนความสามารถ
- ถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก: ตามผลการดำเนินการทางวินัย
8. การอุทธรณ์และการร้องทุกข์: สิทธิที่ข้าราชการต้องรู้
เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ข้าราชการ พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กำหนดให้มี คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และเรื่องร้องทุกข์
- การอุทธรณ์ (หมวด 9): ใช้สำหรับกรณีที่ข้าราชการถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษทางวินัย หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ แล้วเห็นว่าคำสั่งนั้นไม่เป็นธรรม ผู้ถูกลงโทษมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง
- การร้องทุกข์ (หมวด 10): ใช้สำหรับกรณีที่ข้าราชการมีความคับข้องใจอันเนื่องมาจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของผู้บังคับบัญชา (แต่ไม่ใช่เรื่องการลงโทษทางวินัย) เช่น การประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นธรรม, การไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งตามสมควร ก็สามารถยื่นเรื่องร้องทุกข์ได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
1. โทษทางวินัยที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับข้าราชการพลเรือนคืออะไร?
โทษทางวินัยที่ร้ายแรงที่สุดคือ “ไล่ออก” ซึ่งจะทำให้ผู้ถูกลงโทษหมดสิทธิในบำเหน็จบำนาญที่ทำมาทั้งหมด
2. ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญมีกี่ประเภทตาม พ.ร.บ. 2551?
มีทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทบริหาร, ประเภทอำนวยการ, ประเภทวิชาการ, และประเภททั่วไป
3. ใครคือผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551?
ผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นี้ คือ นายกรัฐมนตรี
4. การทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการสำหรับข้าราชการบรรจุใหม่มีระยะเวลานานเท่าไร?
โดยปกติมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน แต่อาจขยายเวลาต่อไปอีกได้ตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.
5. หากถูกสั่งลงโทษทางวินัย ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกี่วัน?
ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งลงโทษ
6. พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้บังคับกับข้าราชการครูและตำรวจหรือไม่?
ไม่ใช้บังคับโดยตรง ข้าราชการครู, ตำรวจ, ทหาร, หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น จะมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการของตนเองโดยเฉพาะ แต่หลักการหลายอย่างอาจมีความคล้ายคลึงกัน
เตรียมตัวให้พร้อมกว่าใคร!
การทำความเข้าใจ พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ลองฝึกทำแนวข้อสอบกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อความมั่นใจสูงสุดในสนามสอบ!
บทความที่เกี่ยวข้อง
ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลในบทความนี้เป็นการสรุปเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจและเตรียมตัวสอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศจากหน่วยงานราชการ โปรดตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เป็นทางการ เช่น เว็บไซต์สำนักงาน ก.พ. (ocsc.go.th) อีกครั้งเสมอ
อัปเดตข้อมูลล่าสุด: 27 เมษายน 2569
