สรุป พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 อัปเดตล่าสุด พร้อมสอบภาค ข

อัปเดตล่าสุด: 27 เมษายน 2569

สวัสดีครับ ว่าที่ข้าราชการทุกท่าน! ในเส้นทางการเตรียมตัวสอบบรรจุเป็นข้าราชการ นอกจากความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง (ภาค ข) และความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก) แล้ว ยังมีอีกหนึ่งหัวใจสำคัญที่เปรียบเสมือน “คัมภีร์” ของการเป็นข้าราชการที่ทุกคนต้องรู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้ง นั่นก็คือ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่ใช้กำกับดูแลการบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนทั้งหมด ตั้งแต่การเข้าสู่ตำแหน่ง การปฏิบัติตัว ไปจนถึงการออกจากราชการ

หลายคนอาจจะคิดว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นเรื่องที่ต้องอ่านสำหรับสอบภาค ก เท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความเข้าใจใน พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสอบภาค ข ในหลายๆ ตำแหน่ง โดยเฉพาะตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับงานบริหารทรัพยากรบุคคล งานนิติการ หรืองานที่ต้องอาศัยความเข้าใจในโครงสร้างและระเบียบวินัยของทางราชการ การรู้ลึก รู้จริงใน พ.ร.บ. ฉบับนี้จึงไม่ใช่แค่การเตรียมตัวสอบ แต่คือการวางรากฐานสู่การเป็นข้าราชการที่ดีในอนาคต บทความนี้ naewsob.com จะพาทุกท่านไปเจาะลึกสรุปสาระสำคัญของ พ.ร.บ. ฉบับนี้แบบครบทุกมิติ พร้อมชี้เป้าประเด็นที่มักออกสอบบ่อย เพื่อให้คุณพร้อมที่สุดในสนามสอบภาค ข ที่จะถึงนี้ครับ

ภาพสรุป พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน 2551 สำหรับเตรียมสอบข้าราชการ

สรุปภาพรวม พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน 2551

  • เป็นกฎหมายหลักในการบริหารทรัพยากรบุคคลของข้าราชการพลเรือนสามัญ
  • มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2551
  • กำหนดให้มี คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เป็นองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล
  • แบ่งข้าราชการพลเรือนออกเป็น 2 ประเภทหลัก: ข้าราชการพลเรือนสามัญ และข้าราชการพลเรือนในพระองค์
  • จำแนกตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญออกเป็น 4 ประเภท: บริหาร, อำนวยการ, วิชาการ, และทั่วไป
  • ครอบคลุมเนื้อหาตั้งแต่การสรรหา, บรรจุแต่งตั้ง, วินัย, การออกจากราชการ, ไปจนถึงการอุทธรณ์ร้องทุกข์
  • ผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นี้คือนายกรัฐมนตรี

1. พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน คืออะไร? ทำไมสำคัญต่อการสอบภาค ข

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 คือ กฎหมายแม่บทที่วางกรอบการบริหารงานบุคคลสำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญในทุกกระทรวง ทบวง กรม โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อให้การจัดระเบียบข้าราชการเป็นไปเพื่อผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่า โดยให้ข้าราชการปฏิบัติราชการอย่างมีคุณภาพ คุณธรรม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี พูดง่ายๆ ก็คือเป็นกฎกติกาที่ทุกคนที่ทำงานเป็นข้าราชการพลเรือนต้องปฏิบัติตามนั่นเอง

แล้วทำไมถึงสำคัญกับการสอบภาค ข?

แม้ว่าการทดสอบความรู้เกี่ยวกับ พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน จะเป็นส่วนหนึ่งของการสอบภาค ก. แต่ในการสอบภาค ข. สำหรับบางตำแหน่ง เช่น นักทรัพยากรบุคคล, นิติกร, หรือตำแหน่งในสายงานบริหารต่างๆ ข้อสอบมักจะไม่ได้ถามแค่ความจำในตัวบทกฎหมาย แต่จะเน้นการนำไปประยุกต์ใช้กับสถานการณ์จริง เช่น

  • ตำแหน่งนักทรัพยากรบุคคล: อาจเจอคำถามเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย, ขั้นตอนการสรรหาและบรรจุ, การประเมินผลการปฏิบัติงาน, หรือการเลื่อนระดับตำแหน่งตามหลักเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนด
  • ตำแหน่งนิติกร: อาจต้องวินิจฉัยข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและหน้าที่ของข้าราชการ, การอุทธรณ์คำสั่งลงโทษ, หรือการร้องทุกข์
  • ตำแหน่งสายบริหาร/อำนวยการ: ต้องมีความเข้าใจในโครงสร้างตำแหน่ง, อำนาจหน้าที่ของผู้บังคับบัญชา, และการรักษาวินัยของผู้ใต้บังคับบัญชา

ดังนั้น การมีความรู้ความเข้าใจใน พ.ร.บ. ฉบับนี้อย่างถ่องแท้ จะช่วยให้คุณสามารถวิเคราะห์และตอบคำถามเชิงประยุกต์ในข้อสอบภาค ข ได้อย่างแม่นยำและมั่นใจมากขึ้น ซึ่งถือเป็นแต้มต่อที่สำคัญในการแข่งขันที่สูงในปัจจุบัน

2. โครงสร้างหลัก: คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และอำนาจหน้าที่

หัวใจสำคัญของการบริหารทรัพยากรบุคคลในระบบราชการพลเรือนคือ คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน หรือที่เรียกโดยย่อว่า “ก.พ.” ซึ่งเป็นองค์กรกลางที่มีหน้าที่กำกับดูแลให้การบริหารงานบุคคลเป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน

องค์ประกอบของ ก.พ. (ตามมาตรา 6)

  • ประธาน: นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมาย
  • กรรมการโดยตำแหน่ง: ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง, ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ, และเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
  • กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ: จำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 7 คน ซึ่งมาจากการสรรหาและทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง มีวาระคราวละ 3 ปี
  • กรรมการและเลขานุการ: เลขาธิการ ก.พ.

อำนาจหน้าที่ที่สำคัญของ ก.พ.

  1. เสนอแนะนโยบายต่อ ครม.: ให้คำปรึกษาแก่คณะรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ
  2. กำหนดหลักเกณฑ์และมาตรฐาน: ออกกฎ ก.พ. และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล เช่น การสรรหา, การแต่งตั้ง, การเลื่อนเงินเดือน, การประเมินผล เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ ใช้เป็นแนวทางปฏิบัติ
  3. ให้ความเห็นชอบกรอบอัตรากำลัง: พิจารณาและให้ความเห็นชอบกรอบอัตรากำลังของส่วนราชการต่างๆ
  4. ตีความและวินิจฉัยปัญหา: วินิจฉัยปัญหาที่เกิดจากการใช้บังคับ พ.ร.บ. นี้
  5. กำกับดูแลและตรวจสอบ: ติดตามและประเมินผลการบริหารทรัพยากรบุคคลของส่วนราชการต่างๆ เพื่อรักษาความเป็นธรรมและมาตรฐาน
  6. รับรองคุณวุฒิ: กำหนดหลักเกณฑ์เพื่อรับรองคุณวุฒิของผู้ที่สมัครเข้ารับราชการ
Tip: ข้อสอบมักจะถามเกี่ยวกับองค์ประกอบของ ก.พ. และอำนาจหน้าที่หลักๆ เช่น ใครเป็นประธาน ก.พ. หรือ การออก “กฎ ก.พ.” เป็นอำนาจของใคร ซึ่งคำตอบก็คือคณะกรรมการ ก.พ. นั่นเองครับ

นอกจาก ก.พ. แล้ว ยังมี สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับกรม สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่เป็นฝ่ายเลขานุการของ ก.พ. และมีเลขาธิการ ก.พ. เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด

3. ประเภทและตำแหน่งของข้าราชการพลเรือนสามัญ (ออกสอบบ่อย!)

นี่คือหนึ่งในหมวดที่สำคัญที่สุดและออกสอบบ่อยมาก! พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน 2551 ได้ปรับเปลี่ยนระบบจำแนกตำแหน่งจากเดิมที่เป็นระบบ “ซี” (C1-C11) มาเป็นระบบจำแนกตามลักษณะงานและระดับความรับผิดชอบ โดยข้าราชการพลเรือนสามัญจะถูกแบ่งตำแหน่งออกเป็น 4 ประเภทหลักตามมาตรา 45 ดังนี้

ประเภทตำแหน่งลักษณะงานโดยสรุประดับตำแหน่ง
1. ประเภทบริหาร (Executive)ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการและรองหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวง, กรม เช่น ปลัดกระทรวง, อธิบดีระดับต้น, ระดับสูง
2. ประเภทอำนวยการ (Managerial)ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่ต่ำกว่าระดับกรม เช่น ผู้อำนวยการสำนัก/กอง, นายอำเภอระดับต้น, ระดับสูง
3. ประเภทวิชาการ (Knowledge Worker)ตำแหน่งที่ต้องใช้วุฒิปริญญาในการปฏิบัติงาน เช่น นักวิเคราะห์นโยบายและแผน, นิติกร, นักทรัพยากรบุคคลปฏิบัติการ, ชำนาญการ, ชำนาญการพิเศษ, เชี่ยวชาญ, ทรงคุณวุฒิ
4. ประเภททั่วไป (General)ตำแหน่งที่ไม่ใช่ 3 ประเภทข้างต้น และใช้วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี เช่น เจ้าพนักงานธุรการ, นายช่างเทคนิคปฏิบัติงาน, ชำนาญงาน, อาวุโส, ทักษะพิเศษ
Point ที่ต้องจำ:

  • ประเภทวิชาการ: เริ่มต้นที่ระดับ “ปฏิบัติการ” และต้องใช้วุฒิปริญญาตรีขึ้นไป
  • ประเภททั่วไป: เริ่มต้นที่ระดับ “ปฏิบัติงาน” และใช้วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี
  • การเลื่อนระดับในแต่ละประเภทจะเป็นการไต่ระดับขึ้นไป เช่น จากปฏิบัติการไปสู่ชำนาญการ หรือจากปฏิบัติงานไปสู่ชำนาญงาน
  • ข้อสอบมักจะให้ชื่อตำแหน่งมา แล้วถามว่าเป็นข้าราชการประเภทใด หรือระดับเริ่มต้นคือระดับใด

4. การสรรหา บรรจุ และแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการ

กระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญมีขั้นตอนที่ชัดเจนตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้ได้มาซึ่งบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและคุณสมบัติเหมาะสม

คุณสมบัติทั่วไปของผู้เข้ารับราชการ (มาตรา 36)

  • มีสัญชาติไทย
  • มีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปี
  • เป็นผู้เลื่อมใสในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขด้วยความบริสุทธิ์ใจ

นอกจากนี้ ยังต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม เช่น เป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง, เป็นบุคคลล้มละลาย, หรือเคยต้องโทษจำคุกในคดีอาญา (ยกเว้นความผิดลหุโทษหรือประมาท) เป็นต้น

ขั้นตอนการสรรหาและบรรจุ

  1. การสอบแข่งขัน: เป็นวิธีการหลักในการคัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการ ซึ่งก็คือการสอบ ภาค ก, ภาค ข, และ ภาค ค ที่เราคุ้นเคยกันดี
  2. การคัดเลือก: อาจใช้ในกรณีที่มีเหตุพิเศษที่ไม่จำเป็นต้องสอบแข่งขัน เช่น การคัดเลือกผู้ได้รับทุนรัฐบาล หรือผู้มีประสบการณ์สูงในสาขาที่ขาดแคลน
  3. การขึ้นบัญชี: ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ โดยมีอายุบัญชีตามที่ ก.พ. หรือส่วนราชการกำหนด (โดยทั่วไปคือ 2 ปี)
  4. การบรรจุและแต่งตั้ง: เมื่อมีตำแหน่งว่าง ส่วนราชการจะเรียกตัวผู้ที่อยู่ในลำดับบัญชีมารายงานตัวและดำเนินการบรรจุแต่งตั้ง
  5. การทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการ: ผู้ที่ได้รับการบรรจุครั้งแรก จะต้องผ่านการทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นเวลา 6 เดือน (อาจขยายได้แต่รวมแล้วไม่เกิน 1 ปี) หากผลการประเมินไม่ผ่านเกณฑ์ ก็อาจถูกสั่งให้ออกจากราชการได้

5. การเพิ่มพูนประสิทธิภาพ การเลื่อนตำแหน่ง และการรักษาจรรยาบรรณ

เมื่อเข้ามาเป็นข้าราชการแล้ว เส้นทางความก้าวหน้าจะขึ้นอยู่กับผลการปฏิบัติงานและความสามารถเป็นสำคัญ

  • การประเมินผลการปฏิบัติราชการ: ผู้บังคับบัญชามีหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้ใต้บังคับบัญชาปีละ 2 ครั้ง เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือน, การแต่งตั้ง, และการพัฒนาบุคลากร
  • การเลื่อนเงินเดือน: จะพิจารณาจากผลการประเมินผลการปฏิบัติราชการเป็นหลัก ใครทำงานดี มีผลงาน ก็จะได้รับการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนในอัตราร้อยละที่สูงกว่า
  • การเลื่อนระดับตำแหน่ง: การจะเลื่อนจากระดับปฏิบัติการไปสู่ชำนาญการ หรือจากชำนาญการไปสู่ชำนาญการพิเศษ จะต้องมีคุณสมบัติตรงตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งนั้นๆ เช่น ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง, ผ่านการอบรมตามหลักสูตรที่ ก.พ. กำหนด, และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์
  • การรักษาจรรยาบรรณ (มาตรา 78): ข้าราชการพลเรือนสามัญต้องรักษาจรรยาบรรณเพื่อให้เป็นข้าราชการที่ดี มีเกียรติและศักดิ์ศรี โดยเน้นในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต, การยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง, การปฏิบัติหน้าที่อย่างโปร่งใส, ไม่เลือกปฏิบัติ, และมุ่งผลสัมฤทธิ์ของงาน การไม่ปฏิบัติตามจรรยาบรรณแม้ไม่เป็นความผิดทางวินัย ก็อาจถูกผู้บังคับบัญชาตักเตือนหรือนำไปประกอบการพิจารณาเลื่อนเงินเดือนได้

6. วินัยและการรักษาวินัย: หัวใจสำคัญที่ต้องจำให้แม่น

หมวดนี้ถือเป็นอีกหนึ่งหมวดที่สำคัญอย่างยิ่งยวดสำหรับการสอบและการเป็นข้าราชการ พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน ได้บัญญัติข้อปฏิบัติและข้อห้ามสำหรับข้าราชการไว้ในมาตรา 81-83 ซึ่งการไม่ปฏิบัติหรือฝ่าฝืนจะถือเป็นการกระทำผิดวินัย

ข้อปฏิบัติที่สำคัญ (มาตรา 82)

  • ต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต และเที่ยงธรรม
  • ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบของทางราชการ
  • ต้องอุทิศเวลาให้แก่ราชการ จะละทิ้งหรือทอดทิ้งหน้าที่ไม่ได้
  • ต้องรักษาความลับของทางราชการ
  • ต้องสุภาพเรียบร้อย และช่วยเหลือผู้ร่วมงาน
  • ต้องให้ความเป็นธรรมและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

ข้อห้ามที่สำคัญ (มาตรา 83)

  • ห้ามรายงานเท็จต่อผู้บังคับบัญชา
  • ห้ามปฏิบัติราชการข้ามผู้บังคับบัญชาเหนือตน (เว้นแต่ได้รับอนุญาต)
  • ห้ามอาศัยตำแหน่งหน้าที่หาประโยชน์ให้ตนเองหรือผู้อื่น
  • ห้ามประมาทเลินเล่อในหน้าที่ราชการ
  • ห้ามดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชน

ความผิดวินัยและโทษทางวินัย

การกระทำผิดวินัยแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

1. ความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง

คือการไม่ปฏิบัติตามข้อปฏิบัติหรือฝ่าฝืนข้อห้ามที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง โทษมี 3 สถาน ได้แก่

  • ภาคทัณฑ์: เป็นการแสดงความผิดให้ปรากฏเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ไม่บันทึกใน ก.พ.7 (ทะเบียนประวัติ)
  • ตัดเงินเดือน: ลดเงินเดือนตามอัตราที่กำหนด (เช่น 2% หรือ 4%) เป็นเวลา 1, 2 หรือ 3 เดือน
  • ลดเงินเดือน: ลดขั้นเงินเดือนลง 1 ขั้น

2. ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง (มาตรา 85)

คือการกระทำที่ส่งผลเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง เช่น

  • ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
  • ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกิน 15 วันโดยไม่มีเหตุอันควร
  • ประมาทเลินเล่อจนเกิดความเสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง
  • คุกคามหรือล่วงละเมิดทางเพศ
  • ดูหมิ่น เหยียดหยาม กดขี่ หรือข่มเหงประชาชนอย่างร้ายแรง
  • กระทำความผิดอาญาจนได้รับโทษจำคุก (ยกเว้นลหุโทษหรือประมาท)

โทษสำหรับความผิดวินัยอย่างร้ายแรงมี 2 สถานเท่านั้น คือ

  • ปลดออก: ให้พ้นจากราชการ แต่ยังมีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญเสมือนว่าลาออก
  • ไล่ออก: ให้พ้นจากราชการโดยไม่มีสิทธิได้รับบำเหน็จบำนาญ ถือเป็นโทษสูงสุด

7. การออกจากราชการ มีกรณีใดบ้าง?

ข้าราชการพลเรือนสามัญจะออกจากราชการเมื่อมีเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งต่อไปนี้เกิดขึ้น (มาตรา 107):

  1. ตาย
  2. พ้นจากราชการตามกฎหมายว่าด้วยบำเหน็จบำนาญข้าราชการ: หรือที่เรียกว่า “เกษียณอายุราชการ” เมื่อสิ้นปีงบประมาณที่อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์
  3. ลาออกจากราชการ: และได้รับอนุญาตให้ลาออก
  4. ถูกสั่งให้ออก: เช่น กรณีผลการประเมินทดลองงานไม่ผ่าน, มีคุณสมบัติไม่ตรงตามกำหนด, หรือหย่อนความสามารถ
  5. ถูกสั่งลงโทษปลดออก หรือไล่ออก: ตามผลการดำเนินการทางวินัย

8. การอุทธรณ์และการร้องทุกข์: สิทธิที่ข้าราชการต้องรู้

เพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิและให้ความเป็นธรรมแก่ข้าราชการ พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กำหนดให้มี คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) ขึ้นมาทำหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยอุทธรณ์และเรื่องร้องทุกข์

  • การอุทธรณ์ (หมวด 9): ใช้สำหรับกรณีที่ข้าราชการถูกผู้บังคับบัญชาสั่งลงโทษทางวินัย หรือถูกสั่งให้ออกจากราชการ แล้วเห็นว่าคำสั่งนั้นไม่เป็นธรรม ผู้ถูกลงโทษมีสิทธิอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ได้ภายใน 30 วันนับแต่วันทราบคำสั่ง
  • การร้องทุกข์ (หมวด 10): ใช้สำหรับกรณีที่ข้าราชการมีความคับข้องใจอันเนื่องมาจากการปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรมของผู้บังคับบัญชา (แต่ไม่ใช่เรื่องการลงโทษทางวินัย) เช่น การประเมินผลการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นธรรม, การไม่ได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งตามสมควร ก็สามารถยื่นเรื่องร้องทุกข์ได้
ข้อควรรู้: ก.พ.ค. เป็นองค์กรอิสระ ประกอบด้วยกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ทำงานเต็มเวลา มีวาระ 6 ปี เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยอิสระและเป็นกลาง คำวินิจฉัยของ ก.พ.ค. ถือเป็นที่สุด

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. โทษทางวินัยที่ร้ายแรงที่สุดสำหรับข้าราชการพลเรือนคืออะไร?

โทษทางวินัยที่ร้ายแรงที่สุดคือ “ไล่ออก” ซึ่งจะทำให้ผู้ถูกลงโทษหมดสิทธิในบำเหน็จบำนาญที่ทำมาทั้งหมด

2. ตำแหน่งข้าราชการพลเรือนสามัญมีกี่ประเภทตาม พ.ร.บ. 2551?

มีทั้งหมด 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทบริหาร, ประเภทอำนวยการ, ประเภทวิชาการ, และประเภททั่วไป

3. ใครคือผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551?

ผู้รักษาการตาม พ.ร.บ. นี้ คือ นายกรัฐมนตรี

4. การทดลองปฏิบัติหน้าที่ราชการสำหรับข้าราชการบรรจุใหม่มีระยะเวลานานเท่าไร?

โดยปกติมีกำหนดระยะเวลา 6 เดือน แต่อาจขยายเวลาต่อไปอีกได้ตามที่กำหนดในกฎ ก.พ.

5. หากถูกสั่งลงโทษทางวินัย ต้องยื่นอุทธรณ์ภายในกี่วัน?

ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อ ก.พ.ค. ภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำสั่งลงโทษ

6. พ.ร.บ. ฉบับนี้ใช้บังคับกับข้าราชการครูและตำรวจหรือไม่?

ไม่ใช้บังคับโดยตรง ข้าราชการครู, ตำรวจ, ทหาร, หรือข้าราชการส่วนท้องถิ่น จะมีกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการของตนเองโดยเฉพาะ แต่หลักการหลายอย่างอาจมีความคล้ายคลึงกัน

เตรียมตัวให้พร้อมกว่าใคร!

การทำความเข้าใจ พ.ร.บ. ข้าราชการพลเรือน คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ ลองฝึกทำแนวข้อสอบกฎหมายเพิ่มเติมเพื่อความมั่นใจสูงสุดในสนามสอบ!

คลิกเพื่อดูแนวข้อสอบกฎหมาย


ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: ข้อมูลในบทความนี้เป็นการสรุปเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจและเตรียมตัวสอบ อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศจากหน่วยงานราชการ โปรดตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เป็นทางการ เช่น เว็บไซต์สำนักงาน ก.พ. (ocsc.go.th) อีกครั้งเสมอ
อัปเดตข้อมูลล่าสุด: 27 เมษายน 2569