เจาะลึก จิตวิทยาการศึกษา ครูผู้ช่วย 2569 ครบทุกประเด็นที่ออกสอบ

อัปเดตล่าสุด: 27 เมษายน 2569

บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับขอบเขตเนื้อหาและแนวข้อสอบ จิตวิทยาการศึกษา ครูผู้ช่วย เพื่อให้คุณเตรียมตัวสอบได้อย่างมั่นใจที่สุด!

สวัสดีครับ ว่าที่ครูผู้ช่วยทุกท่าน! สนามสอบครูผู้ช่วยใกล้เข้ามาทุกทีแล้วนะครับ หนึ่งในวิชาสุดหินที่หลายคนกังวลคงหนีไม่พ้น “จิตวิทยาการศึกษา” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาค ข และเป็นตัวชี้วัดว่าเรามีความเข้าใจในตัวผู้เรียนมากน้อยแค่ไหน วิชาที่ดูเหมือนจะเน้นท่องจำ แต่จริงๆ แล้วเต็มไปด้วยหลักการและทฤษฎีที่ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริงในห้องเรียน

บทความนี้ naewsob.com ตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อเป็นคู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับว่าที่ครูผู้ช่วยทุกคนโดยเฉพาะ เราจะพาไปเจาะลึกทุกแง่มุมของวิชา จิตวิทยาการศึกษา ครูผู้ช่วย ตั้งแต่ความสำคัญ โครงสร้างข้อสอบ สรุปทฤษฎีของนักจิตวิทยาคนสำคัญที่ออกสอบบ่อยๆ พร้อมทั้งตัวอย่างแนวข้อสอบและเทคนิคการเตรียมตัวที่จะทำให้คุณคว้าคะแนนในส่วนนี้มาได้อย่างแน่นอน ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่มปูพื้นฐานสู่การเป็นครูผู้ช่วยมืออาชีพไปพร้อมกันเลยครับ!

ภาพรวมเทคนิคและเนื้อหาสำคัญในการเตรียมสอบจิตวิทยาการศึกษา ครูผู้ช่วย 2569

สรุปประเด็นสำคัญ (Quick Summary)

  • จิตวิทยาการศึกษา เป็นส่วนหนึ่งของข้อสอบ ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง.
  • เนื้อหาหลักเน้น ทฤษฎีการเรียนรู้ และ จิตวิทยาพัฒนาการ ของนักจิตวิทยาคนสำคัญ.
  • ข้อสอบมักถามถึงการนำทฤษฎีไป ประยุกต์ใช้ในชั้นเรียน เพื่อพัฒนาผู้เรียน.
  • นักจิตวิทยาที่ต้องรู้จัก เช่น เพียเจต์, สกินเนอร์, ธอร์นไดค์, แบนดูรา, โคลเบิร์ก, อิริคสัน, มาสโลว์.
  • หัวข้ออื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ การวัดและประเมินผล, การบริหารจัดการชั้นเรียน, และการแนะแนว.
  • การสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ สพฐ. ปี 2569 มีกำหนดการรับสมัครวันที่ 8-14 พฤษภาคม 2569 และสอบข้อเขียนวันที่ 13 มิถุนายน 2569.
  • สำหรับการสอบรอบทั่วไป ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการจาก ก.ค.ศ. หรือ สพฐ.

1. ทำไมวิชาจิตวิทยาการศึกษาถึงสำคัญต่อการสอบครูผู้ช่วย?

หลายคนอาจมองว่าจิตวิทยาเป็นเรื่องไกลตัว แต่สำหรับอาชีพ “ครู” แล้ว นี่คือเครื่องมือชิ้นสำคัญที่สุดเลยก็ว่าได้ครับ การสอบครูผู้ช่วยไม่ได้วัดแค่ว่าเรามีความรู้ในวิชาเอกของตัวเองแน่นแค่ไหน แต่วัดด้วยว่าเรามีความพร้อมที่จะเป็น “ครู” ที่ดีได้หรือไม่ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการเข้าใจธรรมชาติของผู้เรียนที่แตกต่างกัน ทั้งในด้านพัฒนาการ สติปัญญา อารมณ์ และสังคม

วิชาจิตวิทยาการศึกษาจึงถูกบรรจุไว้ในหลักสูตรการสอบ เพื่อประเมินว่าที่ครูผู้ช่วยในประเด็นเหล่านี้:

  • ความเข้าใจในธรรมชาติของผู้เรียน: ครูต้องเข้าใจว่าเด็กในแต่ละช่วงวัยมีพัฒนาการอย่างไร มีความคิดความเชื่อแบบไหน เพื่อจะสามารถออกแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับพวกเขาได้.
  • การจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ: การรู้จักทฤษฎีการเรียนรู้ต่างๆ ทำให้ครูสามารถเลือกใช้วิธีการสอน สื่อ และกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด.
  • การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้: ความรู้ทางจิตวิทยาช่วยให้ครูสามารถสร้างบรรยากาศในห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กๆ กล้าคิด กล้าแสดงออก และส่งเสริมการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน
  • การแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน: เมื่อเจอนักเรียนที่มีปัญหาด้านการเรียนหรือพฤติกรรม ความรู้ทางจิตวิทยาจะเป็นเครื่องมือให้ครูวิเคราะห์สาเหตุและหาแนวทางช่วยเหลือได้อย่างถูกต้อง.

ดังนั้น คะแนนในส่วนนี้จึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสิ่งที่สะท้อน “จิตวิญญาณความเป็นครู” และความพร้อมในการดูแลพัฒนาผู้เรียนของเรานั่นเองครับ

2. โครงสร้างข้อสอบครูผู้ช่วย 2569: จิตวิทยาการศึกษาอยู่ตรงไหน?

เพื่อให้การเตรียมตัวของเราตรงจุดที่สุด เราต้องรู้ก่อนว่าวิชา จิตวิทยาการศึกษา ครูผู้ช่วย นั้นอยู่ในส่วนไหนของข้อสอบ โดยทั่วไปแล้ว การสอบครูผู้ช่วยจะแบ่งออกเป็น 3 ภาค ได้แก่:

  • ภาค ก: ความรู้ความสามารถทั่วไป (200 คะแนน) ประกอบด้วย การคิดวิเคราะห์, ภาษาอังกฤษ, และความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี.
  • ภาค ข: มาตรฐานความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ (200 คะแนน สำหรับรอบทั่วไป / 100 คะแนน สำหรับกรณีพิเศษ) ส่วนนี้คือส่วนที่วิชาจิตวิทยาการศึกษาอยู่ครับ โดยจะรวมอยู่ในหมวด “วิชาการศึกษา”.
  • ภาค ค: ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ (100 คะแนน) คือ การสอบสัมภาษณ์ การประเมินแฟ้มสะสมงาน และการสาธิตการสอน

โฟกัสที่ภาค ข!

วิชา จิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว เป็นหนึ่งในหัวข้อย่อยของ วิชาการศึกษา ในภาค ข. ซึ่งในภาค ข นี้ จะประกอบไปด้วยหัวข้อหลักๆ ดังนี้:

  1. มาตรฐานความรู้ทั่วไปในการจัดการเรียนการสอน (หรือ วิชาการศึกษา)
  2. มาตรฐานความรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอน (วิชาเอก)
  3. ความรอบรู้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานและแนวทางการปฏิรูปการศึกษา

ดังนั้น เวลาเตรียมตัว ต้องแบ่งน้ำหนักให้ดีระหว่างวิชาเอกของเรากับหมวดวิชาการศึกษา ซึ่งจิตวิทยาก็เป็นส่วนสำคัญในนั้นครับ

3. เจาะลึก! ทฤษฎีจิตวิทยาการเรียนรู้ (Learning Theories) ที่ออกสอบบ่อย

หัวข้อนี้คือพระเอกของวิชาจิตวิทยาการศึกษาเลยครับ ข้อสอบส่วนใหญ่มักจะวนเวียนอยู่กับทฤษฎีและนักจิตวิทยาเหล่านี้ เรามาดูกันว่ามีกลุ่มไหนและใครบ้างที่ต้องจำให้ขึ้นใจ

3.1 กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorism)

กลุ่มนี้เชื่อว่า “การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่สังเกตได้” ซึ่งเกิดจากการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้า (Stimulus) และการตอบสนอง (Response) โดยมีนักจิตวิทยาคนสำคัญคือ:

นักจิตวิทยาทฤษฎี/แนวคิดสำคัญKeyword ที่ต้องจำ
อีวาน พาฟลอฟ (Ivan Pavlov)ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก (Classical Conditioning)สุนัข, น้ำลาย, เสียงกระดิ่ง, สิ่งเร้าที่ไม่มีเงื่อนไข (UCS), สิ่งเร้าที่มีเงื่อนไข (CS)
เอ็ดเวิร์ด ธอร์นไดค์ (Edward Thorndike)ทฤษฎีการเรียนรู้แบบเชื่อมโยง (Connectionism Theory) หรือ การลองผิดลองถูก (Trial and Error)แมวในกล่องปัญหา, กฎแห่งความพร้อม, กฎแห่งการฝึกหัด, กฎแห่งผลที่พึงพอใจ (Law of Effect).
บี.เอฟ. สกินเนอร์ (B.F. Skinner)ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning)กล่องสกินเนอร์ (Skinner Box), การเสริมแรง (Reinforcement), การลงโทษ (Punishment), พฤติกรรมเป็นผลจากการกระทำ.

3.2 กลุ่มปัญญานิยม (Cognitivism)

กลุ่มนี้มองว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการทางความคิดที่เกิดขึ้นภายในสมอง ไม่ใช่แค่พฤติกรรมภายนอก เน้นการรับรู้ การคิด การแก้ปัญหา และการสร้างความรู้ด้วยตนเอง

  • ฌอง เพียเจต์ (Jean Piaget): เจ้าของทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญา แบ่งพัฒนาการเป็น 4 ขั้น คือ Sensorimotor, Preoperational, Concrete Operational, และ Formal Operational. แนวคิดสำคัญคือ Schema (โครงสร้างความรู้), Assimilation (การดูดซึมความรู้ใหม่), และ Accommodation (การปรับโครงสร้างความรู้เดิม).
  • เลฟ วีกอตสกี (Lev Vygotsky): เน้นความสำคัญของสังคมและวัฒนธรรมต่อการเรียนรู้ แนวคิดเด่นคือ Zone of Proximal Development (ZPD) ซึ่งหมายถึงระยะห่างระหว่างสิ่งที่เด็กทำได้เองกับสิ่งที่เด็กสามารถทำได้โดยมีผู้ชี้แนะ. และแนวคิดเรื่อง Scaffolding (การช่วยเหลือแบบนั่งร้าน)

3.3 กลุ่มมนุษยนิยม (Humanism)

กลุ่มนี้เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-Centered) และมองว่าการเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ดีเมื่อผู้เรียนรู้สึกมีอิสระ ปลอดภัย และได้รับการยอมรับ

  • อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow): เจ้าของทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ (Hierarchy of Needs) ที่เชื่อว่ามนุษย์ต้องได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐาน (ร่างกาย, ความปลอดภัย) ก่อน จึงจะมีความต้องการในขั้นสูงขึ้น (ความรัก, การยอมรับ, การตระหนักรู้ในตนเอง) เพื่อให้พร้อมที่จะเรียนรู้
  • คาร์ล โรเจอร์ส (Carl Rogers): เน้นการจัดการเรียนการสอนที่ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ครูทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยความสะดวก (Facilitator) สร้างบรรยากาศที่อบอุ่นและยอมรับผู้เรียนอย่างไม่มีเงื่อนไข

3.4 กลุ่มการเรียนรู้ทางสังคม (Social Learning)

  • อัลเบิร์ต แบนดูรา (Albert Bandura): เชื่อว่าการเรียนรู้ส่วนใหญ่เกิดจากการสังเกตและเลียนแบบ (Observational Learning) จากตัวแบบ (Modeling) ในสังคม. กระบวนการเรียนรู้ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนคือ ความใส่ใจ (Attention), การจดจำ (Retention), การแสดงพฤติกรรม (Reproduction), และการจูงใจ (Motivation).

4. จิตวิทยาพัฒนาการ (Developmental Psychology) ตามช่วงวัย หัวใจของการเข้าใจเด็ก

นอกจากการเรียนรู้แล้ว การเข้าใจพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับครู เพราะเด็กประถมกับเด็กมัธยมมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ และสังคม ทฤษฎีที่มักออกสอบคือ:

  • ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ (Piaget’s Cognitive Development): ดังที่กล่าวไปข้างต้น 4 ขั้นตอน (Sensorimotor, Preoperational, Concrete, Formal) คือสิ่งที่ต้องจำให้แม่นว่าแต่ละช่วงวัย (เช่น ประถมต้น, มัธยม) อยู่ในขั้นไหน และมีลักษณะการคิดเป็นอย่างไร
  • ทฤษฎีพัฒนาการทางจิตสังคมของอิริคสัน (Erikson’s Psychosocial Development): อิริคสันแบ่งพัฒนาการมนุษย์ไว้ 8 ขั้นตลอดชีวิต โดยแต่ละขั้นจะมี “วิกฤต” ที่ต้องเผชิญ เช่น วัยรุ่น (Adolescence) จะอยู่ในขั้น Identity vs. Role Confusion (การค้นหาอัตลักษณ์ vs. ความสับสนในบทบาท). การเข้าใจทฤษฎีนี้ช่วยให้ครูเข้าใจพฤติกรรมและปัญหาของนักเรียนในแต่ละวัยได้ดีขึ้น
  • ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของโคลเบิร์ก (Kohlberg’s Moral Development): โคลเบิร์กเน้นพัฒนาการด้านเหตุผลเชิงจริยธรรม แบ่งเป็น 3 ระดับ 6 ขั้น ตั้งแต่ระดับก่อนมีเหตุผลทางจริยธรรม (ใช้การลงโทษเป็นเกณฑ์) ไปจนถึงระดับจริยธรรมสากล (ใช้อุดมคติ) ซึ่งช่วยให้ครูเข้าใจการตัดสินใจถูกผิดของนักเรียน

5. การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ (Measurement and Evaluation)

หัวข้อนี้เป็นการนำความรู้ทางจิตวิทยามาประยุกต์ใช้โดยตรง ครูไม่เพียงแต่สอน แต่ต้องสามารถวัดผลได้ว่าผู้เรียนเกิดการเรียนรู้จริงหรือไม่ ประเด็นที่มักออกสอบได้แก่:

  • ความแตกต่างระหว่าง การวัดผล (Measurement) และ การประเมินผล (Evaluation)
  • ประเภทของการประเมินผล: การประเมินก่อนเรียน (Pre-assessment), การประเมินระหว่างเรียน (Formative Assessment) เพื่อพัฒนา, และการประเมินหลังเรียน/สรุปรวบยอด (Summative Assessment) เพื่อตัดสินผล
  • คุณภาพของเครื่องมือวัดผล: ความเที่ยงตรง (Validity – วัดได้ตรงในสิ่งที่ต้องการวัด) และความเชื่อมั่น (Reliability – วัดกี่ครั้งก็ได้ผลเหมือนเดิม)
  • การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment): เช่น การประเมินจากแฟ้มสะสมงาน, โครงงาน, การปฏิบัติ ซึ่งสะท้อนความสามารถที่แท้จริงของผู้เรียนได้ดีกว่าข้อสอบปรนัย

6. จิตวิทยาการแนะแนวและการให้คำปรึกษาในชั้นเรียน

ครูคือผู้ที่ใกล้ชิดนักเรียนที่สุด บทบาทของครูจึงไม่ได้มีแค่การสอน แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้แนะแนวและให้คำปรึกษาเบื้องต้นด้วย เนื้อหาในส่วนนี้จะเน้นไปที่:

  • บทบาทของครูที่ปรึกษา: การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียน การสังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติ
  • เทคนิคการให้คำปรึกษาเบื้องต้น: เช่น การฟังอย่างตั้งใจ (Active Listening), การสะท้อนความรู้สึก, การให้กำลังใจ
  • การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล (Know Your Students): การใช้วิธีการต่างๆ เช่น การสังเกต, สัมภาษณ์, แบบสอบถาม, ระเบียนสะสม เพื่อให้เข้าใจนักเรียนอย่างรอบด้าน
  • ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน: การทำงานร่วมกับผู้ปกครองและบุคลากรอื่นๆ เพื่อช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหา

7. เทคนิคพิชิตข้อสอบจิตวิทยาการศึกษา ครูผู้ช่วย

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จ

  • ทำความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ท่องจำ: พยายามเชื่อมโยงแต่ละทฤษฎีกับการใช้งานจริงในห้องเรียน เช่น “ถ้าเจอเด็กประถมคิดเลขในใจไม่ได้ แต่พอมีของจริงมาให้นับกลับทำได้ แสดงว่าเด็กอยู่ในขั้น Concrete Operational ของเพียเจต์”
  • จับ Keyword ของแต่ละทฤษฎี: สร้างตารางสรุปเหมือนในบทความนี้ จะช่วยให้เห็นภาพรวมและจำแนกความแตกต่างของแต่ละทฤษฎีได้ง่ายขึ้น.
  • ฝึกทำโจทย์ย้อนหลังเยอะๆ: การทำข้อสอบเก่าจะทำให้เราเห็นแนวทางว่าข้อสอบชอบถามประเด็นไหน และมักจะใช้สถานการณ์แบบใดมาเป็นตัวเลือก
  • วาด Mind Mapping: การสรุปเนื้อหาเป็นแผนภาพความคิด จะช่วยให้สมองจดจำข้อมูลที่เป็นระบบได้ดีกว่าการอ่านเป็นตัวหนังสือยาวๆ.
  • อย่าสับสนชื่อนักจิตวิทยา: พยายามใช้เทคนิคการจำ เช่น ธอร์นไดค์ (Thorndike) นึกถึงแมวที่โดนหนาม (Thorn) ทิ่มในกล่องปัญหา หรือ พาฟลอฟ (Pavlov) นึกถึงสุนัขพันธุ์พุดเดิ้ลที่วิ่งเล่นในสนามหญ้า (Lawn)

8. ตัวอย่างแนวข้อสอบจิตวิทยาการศึกษา พร้อมเฉลย (อธิบาย)

ลองมาทดสอบความเข้าใจกันสักหน่อยนะครับ นี่คือตัวอย่างข้อสอบที่มักพบเห็นได้บ่อยในสนามสอบจริง

ข้อ 1: ครูสมศรีต้องการให้นักเรียนชั้น ป.2 รู้จักบวกเลขสองหลัก เธอจึงใช้หลอดดูดน้ำมามัดเป็นกำๆ กำละสิบ แล้วให้นักเรียนนับและรวมกัน การกระทำของครูสมศรีสอดคล้องกับทฤษฎีพัฒนาการของใครมากที่สุด?

ก. เลฟ วีกอตสกี
ข. ฌอง เพียเจต์
ค. บี.เอฟ. สกินเนอร์
ง. อัลเบิร์ต แบนดูรา

เฉลย: ข. ฌอง เพียเจต์

คำอธิบาย: เด็กชั้น ป.2 (อายุประมาณ 7-8 ปี) อยู่ในขั้นพัฒนาการ Concrete Operational Stage ซึ่งยังต้องอาศัยสื่อที่เป็นรูปธรรมในการทำความเข้าใจ การใช้หลอดดูดน้ำจึงเป็นการช่วยให้เด็กเห็นภาพและเข้าใจแนวคิดเรื่องการบวกเลขได้ง่ายขึ้น ซึ่งตรงกับแนวคิดของเพียเจต์.

ข้อ 2: เมื่อนักเรียนตอบคำถามถูก ครูสมชายจะให้ดาวสะสม เมื่อสะสมครบ 10 ดวงจะแลกเป็นดินสอได้ 1 แท่ง วิธีการของครูสมชายเป็นไปตามทฤษฎีการเรียนรู้ของใคร?

ก. อีวาน พาฟลอฟ
ข. ซิกมันด์ ฟรอยด์
ค. คาร์ล โรเจอร์ส
ง. บี.เอฟ. สกินเนอร์

เฉลย: ง. บี.เอฟ. สกินเนอร์

คำอธิบาย: การให้ดาวสะสมเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของ “การเสริมแรงทางบวก” (Positive Reinforcement) ในทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning) ของสกินเนอร์ เพื่อเพิ่มความถี่ของพฤติกรรมที่พึงประสงค์ (การตอบคำถามถูก).

ข้อ 3: แนวคิดเรื่อง Zone of Proximal Development (ZPD) ของวีกอตสกี มีความสำคัญต่อครูอย่างไร?

ก. ช่วยให้ครูเข้าใจความต้องการพื้นฐานของนักเรียน
ข. ช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนในระดับที่ท้าทายและเหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียน
ค. ช่วยให้ครูสามารถลงโทษนักเรียนได้อย่างเหมาะสม
ง. ช่วยให้ครูเข้าใจพัฒนาการทางจริยธรรมของนักเรียน

เฉลย: ข. ช่วยให้ครูจัดการเรียนการสอนในระดับที่ท้าทายและเหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียน

คำอธิบาย: ZPD คือโซนที่เด็จะเรียนรู้ได้ดีที่สุด โดยครูจะต้องสอนในเนื้อหาที่ยากกว่าที่เด็กจะทำได้เองเล็กน้อย แต่ไม่ยากเกินไปจนทำไม่ได้แม้จะมีคนช่วย การสอนในระดับนี้จะช่วยดึงศักยภาพของผู้เรียนออกมาได้สูงสุด.


คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. วิชาจิตวิทยาการศึกษา อยู่ในข้อสอบภาค ก หรือ ภาค ข?

วิชาจิตวิทยาการศึกษาและการแนะแนว เป็นส่วนหนึ่งของ “วิชาการศึกษา” ซึ่งอยู่ในข้อสอบ ภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่งครับ.

2. ต้องจำชื่อนักจิตวิทยาทุกคนเลยหรือไม่?

ไม่จำเป็นต้องจำทุกคนครับ แต่ควรเน้นไปที่นักจิตวิทยาคนสำคัญที่เป็นเจ้าของทฤษฎีหลักๆ ที่กล่าวถึงในบทความนี้ เช่น กลุ่มพฤติกรรมนิยม (พาฟลอฟ, ธอร์นไดค์, สกินเนอร์), กลุ่มปัญญานิยม (เพียเจต์, วีกอตสกี), กลุ่มมนุษยนิยม (มาสโลว์) และกลุ่มการเรียนรู้ทางสังคม (แบนดูรา) เพราะเป็นกลุ่มที่ข้อสอบนำมาอ้างอิงบ่อยที่สุด.

3. ข้อสอบเน้นทฤษฎีเป๊ะๆ หรือเน้นการนำไปใช้?

ข้อสอบในปัจจุบันมักจะเน้น การนำไปใช้ (Application) มากขึ้นครับ โดยจะให้สถานการณ์ในห้องเรียนมา แล้วถามว่าสอดคล้องกับทฤษฎีใด หรือครูควรทำอย่างไรตามหลักจิตวิทยา ดังนั้นการเข้าใจแก่นของแต่ละทฤษฎีจึงสำคัญกว่าการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทองครับ

4. คะแนนในส่วนวิชาการศึกษามีผลต่อการบรรจุมากน้อยแค่ไหน?

มีผลอย่างมากครับ เพราะคะแนนภาค ข จะถูกนำไปรวมกับภาค ก และ ภาค ค เพื่อจัดลำดับที่ในการเรียกบรรจุ ถึงแม้เราจะทำคะแนนวิชาเอกได้ดี แต่หากคะแนนวิชาการศึกษาไม่ดี ก็อาจจะทำให้ลำดับของเราตกลงไปได้ ดังนั้นจึงไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดครับ

5. กำหนดการสอบครูผู้ช่วยรอบทั่วไป ปี 2569 จะประกาศเมื่อไหร่?

สำหรับกำหนดการสอบครูผู้ช่วยรอบทั่วไป สังกัด สพฐ. ประจำปี 2569 นั้น ยังต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการ จากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) อีกครั้ง. ขอให้ติดตามข่าวสารจากเว็บไซต์ทางการอย่างใกล้ชิดครับ ส่วนการสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ มีกำหนดการออกมาแล้วคือรับสมัคร 8-14 พ.ค. 2569 และสอบข้อเขียน 13 มิ.ย. 2569.

เส้นทางสู่การเป็นครูผู้ช่วยอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม!

เตรียมความพร้อมในวิชาอื่นๆ กับเราต่อได้เลย

ดูปฏิทินสอบราชการ 2569

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ (Disclaimer): ข้อมูลเกี่ยวกับกำหนดการสอบและโครงสร้างข้อสอบอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากประกาศอย่างเป็นทางการของหน่วยงานที่จัดสอบ เช่น สำนักงาน ก.ค.ศ. (otepc.go.th) หรือ สพฐ. (obec.go.th) อีกครั้ง

อัปเดตข้อมูลล่าสุด: 27 เมษายน 2569